Top

ที่ปรึกษาด้านการอยู่อาศัย

หนี้ที่มีผลกับการกู้คอนโด และการกู้ให้ผ่านเมื่อมีหนี้

    ในกรณีของคนที่ฐานเงินเดือนไม่เยอะ แต่มีรายได้จากทางอื่น ๆ ที่ธนาคารไม่คิดให้เต็มนัก หรือไม่นำมาคิดเลย อย่างค่าคอมมิสชั่น การมีหนี้จะส่งผลต่อการพิจารณาสินเชื่อซื้อคอนโดอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถกู้ซื้อคอนโดในราคาที่เต็มความสามารถในการผ่อนได้ "บางคน ฐานเงินเดือน 25,000 แต่มีรายได้ทางอื่นอีก 30,000 บาท ธนาคารไม่คิดรายได้ 30,000 บาทนั้นให้ เมื่อมีหนี้ที่ต้องชำระต่อเดือน 10,000 บาท ก็กลายเป็นว่าธนาคารคิดรายได้ให้เพียง 15,000 บาท กู้คอนโดได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท"     การจะยื่นกู้สินเชื่อซื้อคอนโดให้ผ่าน นอกจากรายได้ที่มั่นคงและเพียงพอสำหรับราคาคอนโดแล้ว สิ่งสำคัญคือเรื่องของภาระที่จะมีผลกับความสามารถในการผ่อนจ่ายในแต่ละงวด ซึ่งหากจะพูดถึงภาระแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นรื่องหนี้ และตัวหนี้เองก็มีอยู่หลายรูปแบบ ธนาคารเองก็มีวิธีการคิดที่แตกต่างกันไป ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงหนี้ประเภทต่าง ๆ ที่จะกลายเป็นอุปสรรคในการกู้สินเชื่อซื้อคอนโด ตัวไหนเป็นมาก ตัวไหนเป็นน้อย ตัวไหนไม่เป็นเลย และจะมีวิธีการจัดการกับหนี้เหล่านั้นอย่างไรเพื่อให้สามารถกู้สินเชื่อผ่านได้   "หนี้ที่ธนาคารมองเห็น และมองไม่เห็น"     การที่ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อได้ ธนาคารจะต้องประเมินความเสี่ยงของผู้กู้ก่อน และอย่างแรกที่ต้องดูคือหนี้ที่ผู้ยื่นกู้มีอยู่ ซึ่งธนาคารจะไปยื่นขอข้อมูลการชำระหนี้ต่าง ๆ ของผู้กู้จากเครดิตบูโรเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา หากมีอะไรที่ไม่ได้ถูกบันทึกในเครดิตบูโร ธนาคารก็อาจจะมองไม่เห็น เราจึงสามารถแบ่งหนี้ได้เป็นสองแบบ คือแบบที่ธนาคารมองเห็น และแบบที่ธนาคารมองไม่เห็น A. หนี้ที่ธนาคารมองเห็น     หนี้ที่มองเห็นในที่นี้ได้แก่หนี้จากสถาบันการเงิน และสินเชื่อต่าง ๆ ที่มีการส่งข้อมูลเข้าบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติจำกัด - National Credit Bureau (เครดิตบูโร)  หรือที่เราเรียกจนติดปากว่าเครดิตบูโร เมื่อเรายื่นกู้สินชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการทำบัตรเครดิต สินเชื่อต่าง ๆ ทั้งแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และแน่นอนสินเชื่อซื้อคอนโดและบ้าน  ธนาคารจะส่งเรื่องไปยังบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติเพื่อขอดูข้อมูลบูโร เพื่อที่จะใช้พิจารณาการปล่อยสินเชื่อ B. หนี้ที่ธนาคารมองไม่เห็น     จากที่เราทราบว่าธนาคารดูหนี้ และการชำระหนี้จากเครดิตบูโรเป็นหลัก ดังนั้นหนี้ที่ธนาคารมองไม่เห็น จึงเป็นหนี้ที่ไม่ได้ส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโร หนี้เหล่านี้ได้แก่หนี้นอกระบบ ทั้งแบบที่ดอกเบี้ยเกินที่กฏหมายกำหนด และแบบที่ดอกเบี้ยตามกฏหมายคือไม่เกิน 15% ต่อปี รวมถึงยังมีหนี้ค้าชำระสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์อีกด้วย แม้ว่าหนี้เหล่าที่จะเป็นหนี้ที่ธนาคารมองไม่เห็น ไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่มันย่อมมีผลกับความสามารถในการชำระหนี้ของเราอย่างแน่นอน ในจุดนี้ผู้กู้ควรตรวจสอบตัวเองให้ดี ไม่ให้การกู้สินชื่อซื้อคอนโดกลายเป็นปัญหาหนี้สินที่ทับซ้อนกับหนี้เก่าที่มีอยู่   "หนี้ในระบบเป็นหนี้ที่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อซื้อคอนโด"     หนี้ในระบบจะเป็นหนี้ที่มีผลกับการพิจารณาปล่อยสินเชื่อซื้อคอนโด ซึ่งเราสามารถแบ่งหนี้เหล่านี้เป็น 2 ประเภท เพื่อให้เกิดความง่ายในการนำมาคำนวนวงเงินกู้ โดยจะแบ่งเป็น หนี้ที่มียอดชำระต่อเดือนคงที่ และหนี้ที่มียอดชำระต่อเดือนไม่คงที่ 1. หนี้ที่มียอดชำระต่อเดือนคงที่ กับการกู้สินเชื่อซื้อคอนโด     สำหรับหนี้ที่มีงวดชำระต่อเดือนคงที่ ได้แก่ สินเชื่อรถ สินเชื่อบ้าน สินเชื่อคอนโด สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่ออเนกประสงค์ รายการผ่อนชำระด้วยบัตรเครดิตต่าง ๆ โดยหนี้เหล่านี้จะมีงวดผ่อนที่ตายตัว ถึงแม้ว่าจะมีการจ่ายเพิ่มเติมเองไปบางส่วน แต่ในแต่ละงวดก็จะต้องผ่อนเท่าเดิม การคำนวณหนี้ที่มียอดชำระคงที่ กับการกู้สินเชื่อซื้อคอนโด     การคำนวนหนี้ที่มีงวดผ่อนคงที่เหล่านี้ คำนวณไม่ยากเลยค่ะ เพียงแค่นำยอดที่ต้องจ่ายต่อเดือนไปหักออกจากรายได้ของเราได้เลย ยกตัวอย่าง เรามีงวดรถที่ต้องผ่อนต่อเดือน 7,000 บาท รายได้ต่อเดือน 30,000 บาท ก็จะมีรายได้คงเหลือต่อเดือน 23,000 บาท สามารถกู้คอนโดได้ที่ราคาประมาณ 2 - 2.3 ล้านบาท (ในกรณีที่โครงการไม่มีโปรโมชั่นพิเศษกับธนาคาร) 2. หนี้ที่มียอดชำระไม่ตายตัว กับการกู้สินเชื่อซื้อคอนโด     สำหรับหนี้ที่เข้าข่ายนี้ คงหนี้ไม่พ้นหนี้บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสดค่ะ โดยหนี้เหล่านี้สามารถสร้างเพิ่ม หรือหยุดใช้ได้ตลอดเวลา จำนวนเงินที่ต้องชำระก็ขึ้นอยู่กับว่าในเดือนนั้นมียอดทั้งหมดเท่าไร แต่ธนาคารไม่ได้คิดจากขั้นต่ำที่เราจ่ายในแต่ละเดือนนะคะ ธนาคารจะคิดจากยอดที่ค้างชำระในแต่ละเดือน  การคำนวณหนี้ที่มียอดชำระไม่คงที่ สำหรับกู้สินเชื่อซื้อคอนโด 1. ธนาคารจะนำยอดค้างชำระ 6 เดือนล่าสุดมาบวกกัน     สมมุติว่าเรามีหนี้รวมอยู่ที่ 50,000 บาท ในเดือนที่ 1 แล้วจ่ายขั้นต่ำไป 5,000 บาท ยอดค้างชำระที่ธนาคารจะนำมาคิดคือ 50,000 - 5,000 = 45,000 บาท จากนั้นก็คำนวณแบบเดียวกันกับอีก 5 เดือนที่เหลือ  2. ธนาคารจะนำยอดทั้ง 6 เดือนที่บวกกันแล้วมาหาค่าเฉลี่ยต่อเดือน     สุดท้ายธนาคารจะนำยอดคงค้างทั้ง 6 เดือน มาบวกกัน แล้วหารด้วย 6 ก็จะได้ค่าเฉลี่ยยอดค้างชำระต่อเดือน  3. ธนาคารจะคำนวณยอดที่บัตรเครดิตบังคับจ่ายต่อเดือน     ยอดบังคับจ่ายที่ว่านี้ก็คือยอดผ่อนจ่ายขั้นต่ำ หรือ 10% ของยอดค้างชำระค่ะ   ธนาคารจะนำยอดนี้ไปหักจากรายได้ต่อเดือนของเราค่ะ แล้วก็จะนำไปคำนวณวงเงินกู้อีกที      ทั้งนี้จะเห็นว่า ต่อให้ใช้จ่ายแค่ไหน หากเราจ่ายเต็มทุกเดือน หนี้ของเราก็จะเป็น 0 ค่ะ และถ้าหากเรามีหนี้คงค้างเยอะแล้วมาจ่ายเต็มในเดือนสุดท้ายก่อนกู้ซื้อคอนโด ธนาคารก็จะคิดเฉลี่ยกับ 5 เดือนในอดีต ทำให้หนี้ต่อเดือนของเราไม่ใช่ 0 ค่ะ          ดังนั้น สำหรับการหนี้บัตรเครดิต หากเราไม่ได้จ่ายเต็มทุกเดือน แล้วมาจ่ายเต็มเดือนสุดท้าย  ต้องจ่ายเต็มแบบนี้ไป 6 เดือน หรือปิดบัตรไปเลย ธนาคารจึงจะให้หนี้ที่ต้องชำระต่อเดือนในส่วนของบัตรเครดิตเป็น 0 ค่ะ   เมื่อต้องการวงเงินกู้สินเชื่อคอนโดที่เพิ่มขึ้น ควรทำอย่างไรกับหนี้เหล่านี้     เราแบ่งวิธีการจัดการกับหนี้ก่อนยื่นกู้สินเชื่อซื้อคอนโดได้ 3 วิธีค่ะ  1. ปิดหนี้ทั้งหมดก่อนยื่นกู้สินเชื่อซื้อคอนโด     วิธีนี้เป็นวิธีที่สามารถแนะนำได้ง่าย แต่จริง ๆ แล้วทำยากค่ะ เพราะถ้าเรามีเงินเหลือก็คงไม่ปล่อยให้เป็นหนี้กัน  เอาเป็นว่าถ้าเราโชคดีมีเงินมาปิดหนี้พอดี ก็ยินดีด้วยค่ะ  แต่สำหรับการปิดหนี้บัตรเครดิต นอกจากจะจ่ายบัตรให้เต็มแล้ว แนะนำให้แจ้งยกเลิกบัตรไปด้วยเลยนะคะ เพราะไม่อย่างงั้นธนาคารจะนำยอดเดือนก่อนหน้ามาคิดร่วมด้วย    และถ้าเรายังต้องการใช้บัตรอยู่ หลังจากที่ธนาคารอนุมัติสินเชื่อกู้ซื้อคอนโดไม่เกิน 45 วัน แนะนำให้ยื่นสมัครบัตรใหม่เลยค่ะ การอนุมัติบัตรจะไม่ยาก เพราะธนาคารที่ออกบัตรยังมองไม่เห็นว่าเรามีหนี้กู้ซื้อคอนโดอยู่  2. เปลี่ยนหนี้เหล่านั้นเป็นหนี้นอกระบบ     หนี้นอกระบบ ธนาคารจะมองไม่เห็นหนี้เหล่านี้ ทำให้เวลาอนุมัติสินเชื่อซื้อคอนโดก็จะไม่นำมาคิดร่วมค่ะ วิธีการคือไปกู้ยืมเงินจาก ญาติ พี่ น้อง มาชำระหนี้ในระบบที่มี แนะนำให้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่ายนะคะ ระยะเวลาผ่อนก็คำนวณเองได้เลยค่ะ เอาที่รับไหวเมื่อรวมกับงวดที่ต้องผ่อนคอนโดแล้ว จะได้ไม่ตึงจนเกินไป    3. รีไฟแนนซ์ หนี้ในระบบ     การรีไฟแนนซ์หนี้หนี้เป็นวิธีการที่ช่วยให้ค่างวดที่ต้องจ่ายหนี้ต่อเดือนลดลงค่ะ โดยการรีไฟแนนซ์จะเป็นการเพิ่มระยะเวลาการชำระหนี้ ให้นานออกไป แต่ด้วยลักษณะของการรีไฟแนนซ์ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นการกู้เงินเพื่อมาจ่ายหนี้ ในบางธนาคารอาจจะลดเกรดของเราลง ทำให้โอกาสที่จะกู้สินเชื่อซื้อคอนโดผ่านยากขึ้น ที่มา : estopolis.com ------------------------------------------ ชมข้อมูลบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ คอนโดมิเนียม เพิ่มเติมได้ที่  Website : www.realasset.co.th Facebook : www.facebook.com/RealAssetDevelopment Instagram : www.instagram.com/realasset.development/ LINE@ : @realasset Call Center : 1232 อ่านต่อ

วิธีตรวจสัญญาเวลาโอนบ้าน โอนคอนโด

    อสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านหรือคอนโด เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า การทำธุรกิจประเภทนี้จึงต้องมีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่นเมื่อมีการซื้อขาย ในทางกฎหมายกำหนดให้ต้องทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาอย่างถูกต้อง ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้มีวิธีตรวจสอบอย่างไร บทความนี้มีคำตอบค่ะ     บ้านหรือคอนโดมิเนียม ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเมื่อมีการซื้อขายในทางหมายกำหนดให้ต้องทำนิติกรรมเป็นหนังสือหรือเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อย่างชัดเจน แต่ก่อนที่จะศึกษาหรือทำความเข้าใจกับวิธีตรวจสัญญาเวลาโอนบ้านหรือโอนคอนโด ทั้งในกรณีซื้อไว้เพื่อการลงทุนหรือเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ต้องเข้าใจขั้นตอนการซื้อขายและส่วนประกอบของสัญญาซื้อขายอย่างเข้าใจเสียก่อน ความแตกต่างระหว่างสัญญาซื้อขายกับสัญญาจะซื้อจะขาย     การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ มีสัญญาสองรูปแบบ ได้แก่ สัญญาซื้อขายและสัญญาจะซื้อจะขาย ทั้งสองรูปแบบใช้แตกต่างกัน ดังนี้     1. หนังสือสัญญาซื้อขาย กรณีซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมเป็นเงินสดหรือจ่ายเงินกันเบ็ดเสร็จ ซึ่งบ้านหรือคอนโดเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ และหนังสือสัญญาที่ทำขึ้นนั้นจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้ทำการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานเรียบร้อยแล้ว     กรณีทำสัญญาซื้อขายโดยไม่ได้ทำการจดทะเบียนผลทางกฎหมายจะถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันทันที กรณีมีการชำระเงินกันแล้วผู้ซื้อผู้ขายต้องคืนเงินให้แก่กัน     2. หนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกับกรณีแรก แต่มีข้อกำหนดหรือได้ระบุว่าจะไปทำการโอนบ้านหรือคอนโดกันภายหลังจากวันที่ทำสัญญา และผู้ซื้อผู้ขายได้ตกลงซื้อขายโดยการวางเงินมัดจำไว้เป็นบางส่วน     การทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้ ย่อมเป็นการปกป้องสิทธิทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย หากมีการผิดนัดไม่ชำระส่วนที่เหลือหรือไม่มีการส่งมอบบ้านและคอนโด เมื่อเกิดเป็นคดีความการพิสูจน์ในชั้นศาลหากมีหลักฐานย่อมปกป้องผลประโยชน์ได้ดีกว่า ส่วนประกอบของสัญญา     โดยทั่วไปสัญญาซื้อขายหรือสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ มีส่วนประกอบ 10 ส่วน ดังนี้     1. รายละเอียดการจัดทำสัญญา เป็นข้อมูลวันเวลาที่มีการทำสัญญาขึ้น รวมไปถึงสถานที่ที่มีการจัดทำสัญญา     2. รายละเอียดของคู่สัญญา จะประกอบไปด้วย 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือผู้จะซื้อ และอีกฝ่ายคือผู้จะขาย โดยจะใช้รายละเอียดตามที่แสดงในบัตรประชาชนซึ่งสำเนาบัตรประชาชนจะเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญา     3. รายละเอียดอสังหาริมทรัพย์ เป็นรายละเอียดของอสังหาริมทรัพย์ที่ตกลงซื้อขาย     4. ราคาขายและรายละเอียดการชำระเงิน ระบุว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในราคาเท่าไร จ่ายเงินในครั้งเดียวหรือมีการวางมัดจำ แบ่งการชำระเป็นกี่งวด ชำระเมื่อไร เป็นต้น     5. รายละเอียดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ คือการระบุวันที่ซึ่งจะให้มีการทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขึ้น อีกทั้งมีการกล่าวถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ ค่าอากร ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่านายหน้า รวมไปถึงภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยกำหนดอย่างชัดเจนว่าฝ่ายผู้จะซื้อจะต้องรับผิดชอบในส่วนบ้างและรับผิดชอบเท่าไร     6. รายละเอียดการส่งมอบ  ในส่วนนี้จะระบุว่าผู้จะขายจะส่งมอบบ้านหรือคอนโดให้กับผู้จะซื้อภายในระยะเวลากี่วันหลังจากมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์     7. การโอนสิทธิและคำรับรองของผู้จะขาย เช่น คำรับรองของผู้ขาย ว่าอสังหาริมทรัพย์ที่จะขายนั้นไม่มีภาระผูกพันใด ๆ     8. การผิดสัญญาและการระงับสัญญา จะกล่าวถึงการบังคับใช้ของสัญญาซื้อขายว่าจะเกิดผลต่อคู่สัญญาอย่างไรเมื่อฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา     9.ข้อตกลงและเงื่อนไขอื่น ๆ คือข้อตกลงเพิ่มเติมที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ล่วงหน้าเพื่อเป็นทางออกในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น     10. การลงชื่อของคู่สัญญาและพยาน การลงชื่อของผู้ซื้อและผู้ขายลงในสัญญาฯ  พร้อมทั้งพยานอีกฝ่ายละ 1 คนร่วมลงชื่อรับทราบโดยสัญญาจะซื้อจะขายจะทำขึ้น 2 ฉบับและมีข้อความถูกต้องตรงกัน มอบให้คู่สัญญาฯ เก็บไว้ฝ่ายละ 1 ฉบับ     เมื่อศึกษารายละเอียดของสัญญาและขั้นตอนการซื้อขายอย่างเข้าใจ วิธีตรวจสัญญาเวลาโอนบ้านโอนคอนโด ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น ที่มา : Homezoomer ------------------------------------------ ชมข้อมูลบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ คอนโดมิเนียม เพิ่มเติมได้ที่  Website : www.realasset.co.th Facebook : www.facebook.com/RealAssetDevelopment Instagram : www.instagram.com/realasset.development/ LINE@ : @realasset Call Center : 1232 อ่านต่อ

ซื้อบ้านจัดสรรดีกว่าสร้างบ้านเองอย่างไร

    หลายคนที่กำลังคิดอยากจะมีบ้าน กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อที่ดิน ออกแบบ สร้างบ้านเอง หรือจะซื้อบ้านจัดสรรจากโครงการต่าง ๆ ดี เรามีคำตอบที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจมาฝากกันค่ะ     เริ่มต้นกันที่ ข้อดีในการปลูกบ้านเอง แน่นอนว่า ถ้าคุณไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณ สามารถเลือกซื้อที่ดินในทำเลทองที่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยได้สบาย ๆ อีกทั้งยังมีพร้อมทั้งงบประมาณในการจ้างนักออกแบบเก่ง ๆ มาคิดแบบให้จนถูกใจ มีเวลาสำหรับตรวจแก้ไขแบบกับผู้ออกแบบ ดีลกับผู้รับเหมาหรือบริษัทรับสร้างบ้าน รวมถึงมีความชอบ ความสนใจ และมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องการก่อสร้าง การตกแต่ง เรื่อยไปจนถึงการจัดสวน ฯลฯ คุณก็น่าจะเหมาะกับการสร้างบ้านเอง เพื่อให้ได้แบบบ้านที่ถูกใจคุณมากที่สุด     อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการปลูกบ้านเอง ที่ต้องพึงสังวรณ์ก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ทำเลที่ตั้งและสภาพแวดล้อมข้างเคียง ซึ่งยากแก่การคาดเดาว่า ในอนาคตพื้นที่เหล่านั้นจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์หรือไม่ เพราะคุณเป็นเจ้าของที่ดินเฉพาะบ้านของคุณ ไม่ได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของทั้งชุมชนหรือทั้งหมู่บ้านอย่างเวลาซื้อบ้านจัดสรร นอกจากนี้ คุณจะต้องยอมรับ ค่าใช้จ่ายในการออกแบบ - ก่อสร้าง - ตกแต่ง ในอัตราที่สูงกว่าการซื้อบ้านจัดสรรมาก โดยที่ยังไม่อาจเห็นบ้านตัวอย่างว่าเมื่อเสร็จแล้วจะออกมาเป็นอย่างที่ฝันไว้หรือไม่ อีกทั้งคุณยังต้องแบกรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง ในเรื่องมาตรฐานการออกแบบและก่อสร้าง จากทีมงานที่คุณเลือกใช้ ซึ่งในโครงการบ้านที่มูลค่างานไม่สูงมาก ก็อาจเป็นการยากที่คุณจะได้ใช้ผู้รับเหมาก่อสร้างบริษัทใหญ่ ที่มีมาตรฐานการทำงานเป็นระบบกว่าและน่าจะมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าผู้รับเหมารายเล็ก ๆ ในขณะที่โครงการบ้านจัดสรรแต่ละโครงการถือเป็นงานขนาดใหญ่ การลงทุนสำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่กว่าก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้ใช้บริษัทใหญ่ ได้ต้นทุนบริการและค่าวัสดุก่อสร้างที่ถูกกว่าเพราะซื้อจำนวนมากกว่า     สำหรับคนที่ไม่มีทุนทรัพย์เหลือเฟือ และไม่มีเวลาสำหรับควบคุมดูแลการออกแบบก่อสร้างเอง การซื้อบ้านจัดสรรจากโครงการอสังหาฯ คุณภาพที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ จึงน่าจะเป็นข้อได้เปรียบมากกว่า เพราะข้อดีของการซื้อบ้านจัดสรร คือ     ได้ทำเลคุณภาพและชุมชนคุณภาพสำหรับการอยู่อาศัยในระยะยาว – การเกิดขึ้นของโครงการบ้านจัดสรรชั้นดีในย่านใด ๆ ของเมือง นอกจากจะมาจากการเลือกสรรอันรอบคอบของบริษัทผู้ลงทุนที่ใช้ผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว ว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพ ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พื้นที่โดยรวมในย่านนั้นกลายเป็นชุมชนที่ดีขึ้น และยกระดับทำเลให้มีคุณภาพสูงขึ้นในเวลาเดียวกัน เพราะนอกจากจะมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยชั้นดี ด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีพื้นที่ส่วนกลางที่ดี คลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส มีพื้นที่สีเขียว และส่วนพักผ่อนหย่อนใจที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานแล้ว ยังทำให้สภาพแวดล้อมโดยรวมของทำเลนั้นสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยน่าอยู่ขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังทำให้อุ่นใจได้ว่า น่าจะมีเพื่อนบ้านระดับเดียวกัน คุณไม่ต้องลุ้นว่า เพื่อนบ้านหรืออาคารข้างเคียงจะมีลักษณะแบบไหน เพราะโครงการบ้านจัดสรรจะมีการควบคุมแบบให้ได้มาตรฐานทั่วทั้งโครงการ อีกทั้งพื้นที่ส่วนกลางซึ่งไม่ใช่พื้นที่สาธารณะก็จะมีนิติบุคคลคอยดูแลอย่างดี โดยเจ้าของบ้านทั้งโครงการมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ     ได้เห็นแบบสำเร็จของบ้านก่อนซื้อ – ถ้าโครงการมีบ้านตัวอย่าง คุณก็จะได้เห็นภาพบ้านตัวอย่างให้มั่นใจว่า จ่ายเงินไปแล้วจะได้อะไร และถ้าเป็นบ้านที่สร้างเสร็จก่อนขาย คุณก็ได้ซื้อในสิ่งที่ตาเห็น ได้สัมผัสของจริง ด้วยความสบายใจ ไม่ต้องลุ้นเหมือนเวลาสร้างบ้านเอง     ประหยัดเงินและเวลา – การซื้อบ้านจัดสรรเหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาและความรู้ในการสร้างบ้านหรือควบคุมการออกแบบก่อสร้างเอง เพราะโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ดีจะเลือกใช้ทีมงานนักออกแบบ วิศวกร และผู้รับเหมาที่เป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์สูง มีเอกสารการันตีด้านวิชาชีพตามกฎหมาย มาทำหน้าที่เหล่านี้แทนเจ้าของบ้าน อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุต่าง ๆ ขั้นตอนการก่อสร้างจะมีระบบควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพและเวลาที่กำหนด โดยมีเงื่อนไขสัญญาเป็นตัวควบคุมให้คุณสบายใจได้จนเสร็จ     สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากโครงการและบริการหลังการขาย – เป็นสิ่งดี ๆ ที่คุณจะได้รับจากการซื้อบ้านจัดสรร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประกันต่าง ๆ และเงื่อนไขพิเศษที่เป็นประโยชน์ในการเป็นเจ้าของบ้านซึ่งจะไม่มีในการปลูกบ้านเอง รวมไปถึงความสะดวกในเรื่องการขอกู้ธนาคาร ชื่อเสียงของโครงการที่น่าเชื่อถือก็จะทำให้กู้ได้ง่ายกว่า     ซื้อง่ายขายคล่อง – หากคุณซื้อบ้านจัดสรรจากบริษัทที่ชื่อเสียงดี ทำเลดี นอกจากจะได้อยู่อาศัยด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะบ้านจัดสรรที่ดี ๆ มีมาตรฐานนั้น ซื้อง่ายขายคล่องกว่าบ้านสร้างเองเยอะ ด้วยข้อพิจารณาต่าง ๆ ที่เราสรรหามาฝากกันนี้ คุณก็คงตอบตัวเองได้ไม่ยากว่า คุณเหมาะกับการปลูกบ้านเอง หรือซื้อบ้านจัดสรรดี ๆ เป็นของขวัญให้ชีวิต ------------------------------------------ ชมข้อมูลบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ คอนโดมิเนียม เพิ่มเติมได้ที่  Website : www.realasset.co.th Facebook : www.facebook.com/RealAssetDevelopment Instagram : www.instagram.com/realasset.development/ LINE@ : @realasset Call Center : 1232 อ่านต่อ

สิ่งที่ต้องรู้สำหรับการซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า

    ดังที่รู้กันว่า การลงทุนซื้ออสังหาในทำเลดี ๆ เพื่อให้เช่านั้น เป็นการลงทุนอันชาญฉลาดสำหรับผู้มีกำลังทรัพย์และมีวิสัยทัศน์ ที่นอกจากจะได้ผลตอบแทนทั้งจากค่าเช่าแล้วยังมีโอกาสทำกำไรได้สูงเมื่อต้องการขายในอนาคต จากการเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ตามราคาที่ดินในทำเลทองที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เช่นเดียวกับการลงทุนทุกรูปแบบ ที่ผู้ลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูลเพื่อการตัดสินใจให้รอบด้านก่อนเสมอ การซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่าก็มีสิ่งที่ควรรู้ ดังนี้     ซื้อเพื่อวัตถุประสงค์ใดเป็นหลัก - สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ คุณต้องรู้ความต้องการของตัวเองอย่างชัดเจน ว่าต้องการซื้อหรือลงทุนในคอนโดนี้เพื่อวัตถุประสงค์ใดเป็นหลัก วัตถุประสงค์ในการซื้อที่กว้าง ๆ อาจจะดูดีสำหรับการซื้อเพื่ออยู่อาศัยของตัวเอง วิธีพิจารณาก็เป็นแบบหนึ่ง แต่หากต้องการซื้อเพื่อปล่อยเช่า วิธีพิจารณาก็ย่อมแตกต่างออกไป โดยเปลี่ยนจากการพิจารณาความต้องการของตัวคุณเองมาเป็นการพิจารณาความต้องการในมุมมองของผู้เช่า ซึ่งต้องใช้การหาความรู้รอบด้านเพื่อที่จะประเมินได้แม่นยำที่สุด     ผู้เช่าของคุณคือใคร – เช่นเดียวกับการลงทุนในธุรกิจ หรือค้าขายสินค้าทุกประเภทที่คุณต้องรู้ก่อนว่า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร มีรายละเอียดความต้องการและความคาดหวังอย่างไรต่อสินค้าและบริการที่คุณต้องการขาย เมื่อรู้แล้วจึงสามารถวางแผนกำหนดลักษณะสินค้าและทิศทางการลงทุนได้ เช่น ระดับราคาค่าเช่า ซึ่งหมายถึงคุณต้องประเมินระดับสถานะทางเศรษฐกิจของผู้เช่าว่าอยู่ในระดับใด หากคุณต้องการลูกค้าระดับไฮเอนด์ คอนโดที่คุณลงทุนก็ต้องเป็นระดับลักซ์ชัวรี และเป็นย่านที่มีลูกค้าหรือโครงการลักษณะเดียวกันตั้งอยู่ด้วย หากคุณคาดหวังลูกค้าชาวต่างประเทศ ก็ต้องรู้ว่า ส่วนใหญ่เป็นคนประเทศไหน ระดับฐานะประมาณไหน ลูกค้ากลุ่มนั้นต้องการอาศัยอยู่ในย่านใด ต้องการที่พักอาศัยแบบไหน เมื่อรู้ทิศทางแล้วก็สามารถเลือกทำเล และลักษณะของโครงการที่ตอบโจทย์ให้เหมาะกับการลงทุนของคุณได้     ความสามารถในการลงทุน – พิจารณางบประมาณและระดับความสามารถในการลงทุนของตัวเองอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงระยะเวลาที่ต้องผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ว่าคุณมีกำลังพอที่จะจ่ายไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ โดยตรวจสอบสภาพคล่องของตัวเองให้พร้อม ประเมินความเป็นไปได้ว่า คุณจะมีรายรับเข้ามาสม่ำเสมอพอที่จะรับภาระในการลงทุนมากน้อยแค่ไหน ความเสี่ยงในเรื่องเงินทุนของคุณคืออะไร สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยวิธีใดบ้าง หากคุณตั้งใจจะใช้บางส่วนจากเงินเดือนมาผ่อนคอนโดก็ต้องคิดว่า หากมีเหตุที่ทำให้ไม่มีรายได้ประจำ จะมีเงินทุนสำรองหมุนเวียนมาผ่อนต่อหรือไม่ หรือในกรณีที่คุณหวังจะเอาค่าเช่ามาเป็นเงินผ่อนค่างวด ก็ต้องคิดถึงช่วงที่ไม่มีคนเช่าว่าจะใช้เงินส่วนไหนมารับภาระ     ราคาต้นทุน – ราคาต้นทุนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดว่า คุณต้องตั้งราคาค่าเช่าเท่าใดจึงจะทำกำไรได้เหมาะสม แต่ทั้งนี้ต้นทุนของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น บางคนสามารถซื้อคอนโดได้ในราคาพิเศษช่วงเปิดจอง ก็จะได้ราคาดีกว่าคนที่ซื้อทีหลังหรือซื้อต่อจากคนอื่น บางคนอาจได้โปรโมชั่นดอกเบี้ยอัตราพิเศษ บางคนซื้อเงินสดไม่ต้องมีภาระเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ การมีต้นทุนที่แตกต่างกันจะทำให้คนที่ต้นทุนต่ำกว่าสามารถปล่อยเช่าได้ในราคาที่ถูกกว่า ทำให้มีโอกาสที่มากกว่าในการแข่งขัน     พิจารณาคู่แข่ง – การมีคู่แข่งนั้นเป็นได้ทั้งปัจจัยบวกและลบ ข้อดีของการมีคู่แข่งในย่านเดียวกันหรือในตึกเดียวกับคุณคือ เป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่า คุณน่าจะเลือกทำเลดีหรือโครงการเลือกไว้น่าจะดีจึงอยู่ในความสนใจของคนอื่นๆเช่นเดียวกัน ย่านที่มีโครงการอสังหาเกิดขึ้นมาก ก็มีโอกาสที่จะมีความเจริญและสะดวกสบายมากขึ้นกว่าย่านที่ไม่มีใครสนใจ แต่ในทางกลับกัน ยิ่งคู่แข่งเยอะ คุณก็ยิ่งต้องแข่งขันสูง ทั้งคุณภาพ ราคา ที่จะต้องเชือดเฉือนกันเพื่อให้โดนใจลูกค้าผู้เช่าได้มากที่สุด โดยคุณสามารถหาราคาค่าเช่าที่เหมาะสมได้จากการศึกษาราคาของคู่แข่งในย่านเดียวกัน อย่างไรก็ดี การตั้งราคาให้ต่ำกว่าคู่แข่งอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดในการเรียกลูกค้า ต้องดูว่า ราคาในย่านนั้นเป็นราคาที่คุณสามารถทำกำไรได้หรือไม่      สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม – นอกเหนือจากการเลือกโครงการที่ออกแบบได้ดี ก่อสร้างได้มาตรฐาน มีสาธารณูปโภคภายในโครงการพร้อม ก็อย่าลืมพิจารณาสภาพโดยรวมของโครงการด้วย ว่าอยู่ในย่านที่มีลักษณะชุมชนแบบไหน มีความปลอดภัย มีความสะดวกในการออกไปหาที่กินที่ซื้อของ หรือออกมาเดินกลางค่ำกลางคืน ไปขึ้นรถไฟฟ้าหรือเรียกแท็กซี่ได้สะดวกหรือไม่ องค์ประกอบเหล่านี้มีความสำคัญในการตัดสินใจของผู้เช่า     โครงการที่มั่นคงและมีชื่อเสียงเป็นที่วางใจ – ชื่อเสียงที่ดีหรือแบรนด์ของอสังหาที่ได้รับการยอมรับจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยการันตีถึงคุณภาพโครงการได้ และช่วยสร้างความมั่นใจในการเลือกของผู้เช่าได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกัน โครงการของแบรนด์อสังหายอดนิยมอาจราคาสูงมากจนเกินงบประมาณในการลงทุน คุณจึงต้องหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้ได้ตามงบประมาณของตนเอง     รายละเอียดเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณต้องพิจารณาโดยปราศจากอคติ อย่าเอาความชอบหรือไม่ชอบส่วนตัวมาเป็นเกณฑ์การตัดสินใจจนขาดการใช้เหตุผลหรือขาดการคิดคำนวณที่ชัดเจน ศึกษาความเป็นไปได้ให้รอบด้าน เพื่อให้การลงทุนของคุณได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าทั้งจากค่าเช่าที่จะได้อย่างต่อเนื่องและจากราคาที่เพิ่มขึ้นเมื่อคุณต้องการขายในอนาคตทำกำไรงาม ------------------------------------------ ชมข้อมูลบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ คอนโดมิเนียม เพิ่มเติมได้ที่  Website : www.realasset.co.th Facebook : www.facebook.com/RealAssetDevelopment Instagram : www.instagram.com/realasset.development/ LINE@ : @realasset อ่านต่อ

ซื้อโฮมออฟฟิศแบบไหน ให้ได้กำไรสุด ๆ

    ในยุคที่การทำธุรกิจของตัวเองกำลังมาแรง เทคโนโลยีการสื่อสารที่แสนสะดวกสบายทำให้การทำงานของนักธุรกิจยุคใหม่ไม่ต้องจำกัดอยู่แค่ในอาคารสำนักงานเหมือนอย่างสมัยก่อน เทรนด์การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภท ‘โฮมออฟฟิศ’ จึงได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะนอกจากจะรวมฟังก์ชั่นของที่ทำงานกับที่อยู่อาศัยเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลาในการเดินทาง ทำให้มีเวลาคุณภาพเพิ่มขึ้น ทั้งสำหรับการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพและการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม เรามาดูกันว่า เราจะเลือกลงทุนในโฮมออฟฟิศยังไงให้ได้กำไรทั้งในแง่ธุรกิจและได้กำไรชีวิต     เลือกทำเลที่ใช่สำหรับธุรกิจและการใช้ชีวิต - คำว่า ‘ทำเลที่ดี’ สำหรับธุรกิจแต่ละประเภทย่อมมีความหมายแตกต่างกัน การเลือกทำเลสำหรับการทำธุรกิจในยุคก่อน ๆ อาจหมายถึงการเลือก ‘ย่านหรือชุมชน’ ที่เป็นศูนย์รวมของธุรกิจประเภทนั้น ๆ อันเป็นที่มาของย่านการค้าหรือย่านธุรกิจดั้งเดิม เช่น ย่านสีลม สำเพ็ง พาหุรัด ประตูน้ำ ฯลฯ ที่เมื่อเอ่ยชื่อทำเลปุ๊บ คนทั่วไปก็จะรู้ทันทีว่า ย่านนั้นค้าขายอะไร แต่การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องไปตั้งร้านอยู่รวมกันที่เดียวจนเกิดเป็นย่าน เพราะการสื่อสารคมนาคมที่สะดวกช่วยให้คนส่วนมากไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลไปซื้อของหรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ถึงสถานประกอบการ สามารถสั่งสินค้าออนไลน์ ประชุมผ่านอินเตอร์เน็ต ทำเลที่ใช่สำหรับโฮมออฟฟิศที่ดีจึงหมายถึง ทำเลที่เดินทางสะดวกทั้งสำหรับลูกค้า สะดวกสำหรับเพื่อนร่วมงาน และสะดวกต่อการใช้ชีวิต ทำเลที่กำลังฮอตสำหรับโฮมออฟฟิศในกรุงเทพฯ ตอนนี้ก็คือ ย่านบางนา สุขุมวิท และเกษตรนวมินทร์ เพราะเดินทางสะดวกมาก ภาพจาก : โฮมออฟฟิศ โครงการ The Pretium บางนา     ราคาอยู่ในกรอบงบประมาณของธุรกิจ เพราะเป็นส่วนของการลงทุน – การซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยถือเป็นค่าใช้จ่ายการซื้อความสุขให้ชีวิต ความคุ้มค่าจึงขึ้นอยู่กับความสุขและความพึงพอใจ แต่การซื้อโฮมออฟฟิศเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในการทำธุรกิจ จึงต้องดูราคาของโครงการให้เหมาะสมกับวงเงินงบประมาณสำหรับธุรกิจของเราด้วย โดยทางที่ดีควรให้อัตราการผ่อนชำระค่างวดสมดุล กับแผนการเงินที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ เพื่อให้ไม่กระทบกับสภาพคล่องของบริษัท ภาพจาก : โฮมออฟฟิศ Cascade บางนา     มีที่จอดรถสะดวกสบาย – การทำบ้านเป็นสำนักงานต้องคำนึงถึงการมีลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจที่จะต้องเดินทางมาติดต่ออย่างสม่ำเสมอ การเลือกโฮมออฟฟิศที่ดีจึงต้องดูว่า ทางโครงการมีที่จอดรถเตรียมไว้เพียงพอสำหรับรองรับธุรกิจของเราหรือไม่ เพื่อให้ลูกค้าที่มาติดต่อได้รับความสะดวกและไม่รบกวนเพื่อนบ้านหรือไปจอดรถกีดขวางพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ     มีสาธารณูปโภคครบครัน – โฮมออฟฟิศที่ดีต้องมีระบบสาธารณูปโภคที่ครบถ้วน ทั้งเพื่อการทำธุรกิจและการอยู่อาศัย มีการจัดการพื้นที่ส่วนกลางอย่างมีคุณภาพ มีสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการอยู่อาศัย และการพักผ่อน มีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง  ภาพจาก : โฮมออฟฟิศ Cascade บางนา     มีรูปแบบการใช้สอยและดีไซน์ที่ตอบโจทย์ประเภทธุรกิจของเราจริง ๆ – การทำธุรกิจแต่ละประเภทต้องการลักษณะพื้นที่ไม่เหมือนกัน ควรพิจารณาเลือกโฮมออฟฟิศที่มีฟังก์ชั่นตรงกับการใช้งานทางธุรกิจของเรามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นขนาดพื้นที่เพียงพอต่อการใช้งานหรือลักษณะการออกแบบที่ลงตัว ทั้งการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตหลังเลิกงาน ภาพจาก : โฮมออฟฟิศ Cascade บางนา     การออกแบบที่สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ – เพราะทุกธุรกิจต้องพร้อมสำหรับการปรับตัวอยู่เสมอ พื้นที่สำหรับการทำธุรกิจที่ดีจึงควรมีศักยภาพในการปรับเปลี่ยนรูปแบบพื้นที่ใช้สอย เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปหรือโอกาสในการขยับขยาย ภาพจาก : โฮมออฟฟิศ โครงการ The Pretium บางนา     เลือกโครงการที่มีชื่อเสียงดี เป็นที่ต้องการ เหมาะแก่การลงทุน ซื้อง่ายขายคล่อง – การเลือกซื้อโฮมออฟฟิศของบริษัทที่มีชื่อเสียงดี ทำให้มั่นใจได้ว่า เราจะได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพ คุ้มค่าแก่การลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเราจะมีกำไรทั้งที่จะได้รับจากการรูปแบบใช้งานที่ส่งเสริมธุรกิจของเราให้ทำมาค้าขึ้น และหากต้องการขายต่อเพื่อทำกำไรในอนาคตก็จะเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ สามารถขายได้ในราคาที่สูง     หากใครที่กำลังตัดสินใจเลือกโฮมออฟฟิศเพื่อธุรกิจของคุณ สามารถเลือกแบบและทำเลที่คุณถูกใจได้ดังนี้นะคะ - โฮมออฟฟิศ โครงการ Cascade บางนา สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1232 กด 14 หรือ http://realasset.co.th/homeoffice/cascade - โฮมออฟฟิศ โครงการ The Pretium บางนา สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1232 กด 13 หรือ http://realasset.co.th/homeoffice/thepretium อ่านต่อ

ข้อแตกต่างของการ ซื้อบ้าน “เพื่ออยู่อาศัยเอง” และ “เพื่อการลงทุน”

    หากพูดถึงการ ซื้อบ้าน หรือคอนโดถูกแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง และ ซื้อเพื่อการลงทุน/เก็งกำไร ซึ่งหากมองเผิน ๆ อาจจะกล่าวได้ว่าไม่ว่าจะซื้อแบบใดก็ต้องเลือก “บ้าน/คอนโดที่ดีที่สุด” แต่ทั้งนี้คำว่า “ดีที่สุด” ของทั้ง 2 แบบก็ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่เอง และซื้อเพื่อการลงทุน ก็มีการเลือกอสังหาริมทรัพย์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทั้ง 2 แบบ มีความแตกต่างกันดังนี้ “ทำเล” ที่ต่าง สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยน     แม้จะบอกว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น “ทำเล” คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด แต่สำหรับการซื้อเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุนนั้น มีหลักในการเลือกทำเลที่ต่างอยู่พอสมควร ดังนี้ • ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ต้องพิจารณาถึง “ความต้องการของตัวเอง” เป็นหลัก ว่าต้องการที่อยู่อาศัยใกล้ที่ทำงานหรือใกล้โรงเรียนลูก หรือสถานที่อื่น ๆ ตามแต่ที่ใจเราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าที่เราชอบ ร้านกาแฟโปรด นอกจากนี้อย่าลืมสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ บางคนอาจจะชอบแบบสงบ บางคนอาจจะชอบแบบพลุกพล่าน มีสีสัน ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับ “ความต้องการส่วนตัว” ของเราล้วน ๆ • ซื้อเพื่อการลงทุน ต้องพิจารณาถึง “ความต้องการของตลาด” เป็นส่วนใหญ่ โดยทำเลที่เลือกต้องเป็นย่านชุมชน มีแหล่งงาน ไม่เงียบจนเกินไป อีกทั้งทำเลที่เลือกไม่จำเป็นต้องเป็นทำเลใกล้ตัวเราเสมอไป แต่ให้เลือกทำเลที่เหมาะแก่การปล่อยเช่ามากที่สุด เช่น ทำเลใดได้ผลตอบแทนจากการเช่าสูง ๆ “เงินกู้ VS เงินสด” สำคัญไฉน?     เรื่องเงินที่นำไปซื้อก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งหากมองเป็น 2 แง่ของผู้ที่ซื้อเพื่ออยู่เอง และผู้ที่ซื้อเพื่อการลงทุน การลงเงินก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งทั้ง 2 แบบก็มีข้อแตกต่างกันดังนี้ • ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง หากเป็นการซื้อเพื่ออยู่เอง แนะนำว่าให้ใช้ “เงินสด” ให้มากที่สุด เพราะการซื้อเพื่ออยู่เอง คือเราไม่ได้รายได้จากการซื้อครั้งนี้มาหมุนแม้แต่น้อย เท่ากับว่าเราจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นยิ่งลงเงินสดไปมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยไปมากเท่านั้น • ซื้อเพื่อการลงทุน หากเป็นการซื้อเพื่อการลงทุน ไม่จำเป็นต้องลงเงินสดเป็นจำนวนมาก เน้นการกู้เงินจากธนาคาร เพราะเราสร้างรายได้จากการซื้อครั้งนี้จากค่าเช่าที่ได้ ก็จะเหมือนกับว่าเรามีคนมาช่วยจ่ายดอกเบี้ย และช่วยผ่อนธนาคารให้ ซึ่งหากใครมีเงินสดเหลือ ก็สามารถนำเงินจำนวนนั้นไปต่อยอดการลงทุนแบบอื่นได้ ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนไปด้วย “ศักยภาพในอนาคต” ที่ต้องสังเกตการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน เราล้วนแต่ต้องการทำเลดี มีศักยภาพในอนาคต ซึ่งจำเป็นจะต้องสังเกตสิ่งเหล่านี้ • ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง เน้นศักยภาพทำเลที่เป็นโครงข่ายการคมนาคมเป็นหลัก เช่น จะมีรถไฟฟ้าสายนี้ตัดผ่าน หรือเป็นทางด่วนเชื่อมต่อเข้าในเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับเรา ทั้งนี้การซื้อเพื่ออยู่เองสิ่งที่ควรต้องระวังมากที่สุดคือ ที่ตรงนั้นมีแนวโน้มที่จะเวนคืนหรือไม่ ซึ่งจะเกิดปัญหายุ่งยากที่ต้องย้ายที่อยู่ในภายหลัง • ซื้อเพื่อการลงทุน เน้นศักยภาพทำเลในภาพรวม กล่าวคือ มีโครงการหรือโปรเจคใหญ่ที่คาดว่าจะมาเปิดในทำเลนี้ หรือรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่มีแนวโน้มว่าจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีผลกับมูลค่าเวลาเราขายทิ้งเพื่อเอากำไรนั่นเอง ว่าจะบวกกำไรได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ “ทำเลที่มีศักยภาพ” เป็นสำคัญ ที่มา : TerraBKK คลังความรู้ อ่านต่อ

บาท
ปี
%
อัตราผ่อนต่อเดือน
บาท
บาท
ปี
%
การคำนวณนี้เป็นการประมาณยอดเงินกู้ได้สูงสุด 35% ของรายได้สุทธิ*
อัตราผ่อนต่อเดือน
บาท
เงินกู้
บาท