Top

ที่ปรึกษาด้านการอยู่อาศัย

เคล็ดไม่ลับ กันขโมยเข้าบ้านได้ 100%

ภัยจากการโจรกรรมไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เป็นฝันร้ายของคนมีบ้าน เพราะการเข้ามารุกรานของเจ้าหัวขโมยนั้นไม่ได้หมายถึงการสูญเสียทรัพย์ แต่ยังทำให้คุณสูญเสียสวัสดิภาพและความมั่นใจในการใช้ชีวิตในบ้าน ซึ่งควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดของคนเรา เพื่อให้รอดพ้นจากโจรผู้ร้าย เรามีเคล็ดไม่ลับสำหรับป้องกันขโมยมาให้คุณอุ่นใจค่ะ 1. เปลี่ยนระบบล็อคประตูหน้าต่างให้เป็นแบบที่งัดแงะได้ยาก – ถ้ามีบ้านเหมือน ๆ กันหลายหลังในละแวกเดียวกันให้ขโมยเลือกปล้น แน่นอนว่า เจ้าหัวขโมยย่อมเลือกดูบ้านที่งัดเข้าไปได้ง่ายที่สุด โดยเริ่มดูจากล็อคประตูหน้าตาที่คุณใช้นั่นแหละ 2. ทำรั้วให้ยากต่อการปีนข้าม – ถ้าคุณอยู่บ้านมีรั้ว รั้วบ้านที่ดูแล้วปีนเข้าไปแสนง่ายดายย่อมจูงใจให้โจรปีนเข้าไปในบ้านคุณมากกว่าหลังที่ปีนยาก สำรวจดูว่า รั้วของคุณน่าปีนแค่ไหนถ้าคุณเป็นขโมย ถ้าปีนง่ายมาก จงหาตัวช่วยโดยด่วน 3. ปกปิดการมองเห็นกิจกรรมของคนในบ้านจากสายตาคนนอกบ้าน – หัวขโมยมืออาชีพจะเฝ้ามองรายละเอียดความเป็นไปของคนในบ้านและข้าวของก่อนลงมือ หากบ้านของคุณมีช่องเปิดให้เห็นสิ่งต่าง ๆ และกิจกรรมของคนในบ้านได้ง่ายว่า เข้าออกเวลาไหน ปิดไฟนอนตอนไหน ก็ควรลดการมองเห็นจากภายนอกเพื่อความปลอดภัย 4. ตู้จดหมายปลอดภัย – จงทำตู้รับจดหมายให้หย่อนเข้ามาภายในบ้าน เพื่อไม่ให้คนเห็นจดหมายค้างตู้หลายวันเวลาคุณไม่อยู่บ้าน หัวขโมยที่เห็นจดหมายค้างตู้เต็มปรี่จะรู้สึกเหมือนได้รับจดหมายเชิญให้เข้าไปชมภายในบ้านคุณ...จริง ๆ นะ 5. อย่าทิ้งของน่าขโมยไว้นอกบ้าน – ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน เครื่องตัดหญ้า อุปกรณ์ทำสวน รองเท้าราคาแพงที่คุณถอดไว้ก่อนเข้าบ้าน ถ้าคุณมีของใช้หรือห้องเก็บของอยู่นอกบ้าน จงทำล็อคสำหรับห้องเก็บของเหล่านั้น เพราะบางทีโจรที่ไม่ได้ตั้งใจจะปล้นคุณตั้งแต่แรก ก็อาจหันมาสนใจบ้านคุณเพราะของที่วางให้หยิบง่าย ๆ อยู่รอบบ้านนั่นแหละ 6. เลี้ยงสัตว์ไว้เฝ้าบ้าน – แม้การมีสุนัข หรือสัตว์เลี้ยงที่ทำให้เกิดเสียงดังเวลามีคนเข้าบ้าน อาจจะทำให้เป็นภาระและเกิดเสียงรบกวนบ้างในบางเวลา แต่การมีเพื่อนต่างสายพันธุ์เหล่านี้ช่วยเป็นหูเป็นตา ทำหน้าที่ยามเฝ้าบ้าน ก็ช่วยให้คุณปลอดภัยได้มากกว่าไม่มี 7. ระบบนิรภัย - ติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมยจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ และควรติดกล้องวงจรปิดชนิดที่มีสัญญาณภาพส่งทางอินเตอร์เน็ตไปปรากฎในโทรศัพท์ของคุณได้ยิ่งดี 8. ร่วมโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ - ในช่วงเวลาที่คุณไม่อยู่บ้าน โครงการนี้จะช่วยให้มีสายตรวจเข้าเวรคอยดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ให้อย่างสม่ำเสมอ 9. อย่าโพสประกาศในโซเชียลหรือบอกคนแปลกหน้าให้รู้ว่าคุณไม่อยู่บ้าน – เซเลบริตี้ระดับโลกอย่าง คิม คาร์ดาเชียน นั้นโดนโจรปล้นเอาปืนจ่อกบาลเพราะโพสให้คนรู้ว่าเธออยู่ที่ไหนบ้างตลอดเวลา แต่สำหรับคุณที่ไม่ได้สวมเพชรหลายกะรัตติดนิ้วตลอดเวลาเหมือนสาวคิม การโพสว่ากำลังไปที่นั่นที่นี่อาจเป็นการประกาศเรียกโจรมาเที่ยวบ้านตอนคุณไม่อยู่นะจ๊ะ 10. ผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน สร้างชุมชนเข้มแข็ง – ไม่ว่าคุณจะป้องกันภัยด้วยวิธีต่าง ๆ แน่นหนาเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ดีเสมอและดีที่สุดคือการมีเพื่อนบ้านที่ดีและชุมชนที่ปลอดภัย เพราะเพื่อนบ้านในชุมชนที่ดีจะช่วยทำหน้าที่เป็นยามให้แก่กันและกันโดยอัตโนมัติ ไม่เพียงแค่ทรัพย์สินหรือบ้านช่อง แต่ยังรวมไปถึงสวัสดิภาพของคนในครอบครัวที่สามารถพึ่งพาอาศัยกันให้เกิดความปลอดภัยได้อย่างเป็นรูปธรรม เพียงแค่มีคนแปลกหน้าหรือใครที่มีท่าทางไม่ชอบมาพากลเข้ามาในพื้นที่ เพื่อนบ้านที่ดีก็จะช่วยสอดส่อง เตือนภัยให้แก่กันละกันได้ โดยที่คุณเปลี่ยนจากการเสียค่าจ้างยาม มาเป็นการผูกสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินร่วมกันได้อย่างสบายใจ อ่านต่อ

10 เรื่องจริงที่ควรรู้ก่อนซื้อคอนโดฯ

    เพราะการซื้อคอนโดมิเนียมเป็นการลงทุนก้อนใหญ่เพื่ออนาคต คุณต้องการผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเงิน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังบวกความภาคภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ  ก่อนตัดสินใจซื้อจึงต้องรู้ลึกรู้จริงในประเด็นต่างๆเหล่านี้ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ดีที่สุด 1. ซื้อเพื่ออะไรกันแน่ – คุณควรตอบตัวเองให้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ในการซื้อและเรียบเรียงความต้องการใช้สอยออกมาให้ละเอียดก่อนเลือกซื้อ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดคุณว่า คอนโดแบบไหนที่คุณควรซื้อจริง ๆ ไม่ใช่หลงเพ้อไปตามความสวยของห้องตัวอย่างหรือคารมดีๆของคนขาย พิจารณาพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จำเป็นว่ามีครบถ้วนหรือไม่  และที่สำคัญคือต้องดูขนาดพื้นที่และจำนวนห้องให้พอกับความต้องการใช้สอยทั้งปัจจุบันและอนาคต เช่น การมีครอบครัว หรือมีญาติพี่น้องมาอยู่ด้วย 2. งบประมาณ – วิเคราะห์สภาพคล่องของคุณ ควบคู่ไปกับการศึกษารายละเอียดในการผ่อนชำระ รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่น ๆ ในการทำสัญญาซื้อขายและการโอน เพื่อที่จะได้รู้ว่าคุณมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนในการรับภาระค่าใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่าเงินของคุณแค่ไหน 3. ข้อได้เปรียบ - เสียเปรียบของทำเลที่ตั้งแต่ละโครงการ –  พิจารณาถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต เช่น ความปลอดภัย ความมีสุขอนามัยที่ดี ทัศนียภาพที่ดี ความสะดวกในการเดินทาง ความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย และศักยภาพในแง่การลงทุน หากต้องการปล่อยให้เช่าหรือขายในอนาคต ก็ควรเป็นทำเลดี ๆ ที่คนอื่นอยากมาซื้อหรือมาเช่าต่อจากคุณ 4. ที่จอดรถ – อาคารนั้นมีที่จอดรถเพียงพอหรือไม่ ราคาคอนโดบางแห่งไม่รวมค่าที่จอดรถ ถ้าคุณต้องการนำรถมาจอดอาจต้องจ่ายเพิ่ม ต้องศึกษารายละเอียดในส่วนนี้ให้ชัดเจน เพราะหลาย ๆ คนที่ไม่มีประสบการณ์ก็ไม่ได้คิดถึงข้อมูลส่วนนี้และอาจคิดเข้าข้างตัวเองว่า ซื้อคอนโดก็น่าจะมาพร้อมที่จอดรถฟรี ๆ อยู่แล้ว ซึ่งอาจไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป 5. อัตราค่าใช้จ่ายและค่าบำรุงส่วนกลาง – เพราะค่าใช้จ่ายในการซื้อคอนโดนั้นไม่ได้จบแค่ราคาซื้อขาย ค่าโอน ค่าทำสัญญา แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่ต่อเนื่องไปตลอดอายุการครอบครอง คือค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่าง ๆ เพื่อใช้ในการจ้างนิติบุคคลมาดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้กับภาพรวมของโครงการ รวมถึงค่าใช้จ่ายปลีกย่อยที่จะต้องชำระเป็นรายเดือนหรือรายปีอื่น ๆ ซึ่งคุณจะต้องศึกษาให้ละเอียดและเตรียมงบประมาณในส่วนนี้เอาไว้ให้เพียงพอในระยะยาวด้วย 6. ประสิทธิภาพของผู้ดูแลส่วนกลาง หรือนิติบุคคลอาคาร – คอนโดที่คุณซื้อไม่ว่าจะเพื่ออยู่อาศัยหรือลงทุน จะมีศักยภาพที่ดีในการอยู่อาศัยมากน้อยหรือยาวนานแค่ไหนนั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือผู้ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ ควรศึกษาข้อมูลหรือสอบถามผู้ที่อยู่อาศัยมาก่อน หรือหาข้อมูลเปรียบเทียบในเรื่องชื่อเสียงและคุณภาพของบริษัทหรือตัวแทนที่รับเข้ามาทำหน้าที่นิติบุคคลบริหารอาคารนั้น ๆ ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไรก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการที่คุณลงทุนจะได้รับการบริหารดูแลอย่างดีโดยมืออาชีพ 7. ศึกษาข้อมูลทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง - รวมถึงกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของอาคารชุด ต้องไม่ขัดกับความต้องการหรือความจำเป็นของคุณ เช่น การมีสัตว์เลี้ยง ข้อห้ามในการตกแต่งต่อเติมบางอย่าง หรือข้อห้ามเกี่ยวกับรูปแบบการใช้พื้นที่ หากคุณเป็นมือใหม่ ทางที่ดีควรมีที่ปรึกษาหรือตัวแทนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมาเป็นผู้ดูแลในส่วนนี้เพื่อช่วยเหลือให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดในการซื้อขายและทำสัญญา 8. การเลือกตำแหน่งของห้อง - ควรดูทิศทางแดด - ลม ในแต่ละช่วงเวลาของวันว่าจะเป็นห้องที่ต้องรับแดดจัดในช่วงบ่ายตลอดวันหรือไม่ และผลกระทบจากเสียง กลิ่น ควัน จากภายนอกและภายใน รวมถึงความเป็นส่วนตัว ในกรณีที่ห้องอยู่ใกล้จุดสัญจรเช่น บันได ลิฟต์ หรือห้องทิ้งขยะ ก็ควรหลีกเลี่ยง และถ้าเป็นไปได้ คุณควรเลือกห้องที่ได้วิวดีที่สุดในโครงการ เพื่อความน่าอยู่และซื้อง่ายขายคล่อง 9. สภาพบรรยากาศโดยรวมของพื้นที่ใช้สอยส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ – สภาพของสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดคร่าว ๆ ว่า คอนโดที่คุณจะซื้อมีความน่าอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคตมากแค่ไหน หากเป็นคอนโดที่สร้างเสร็จและมีคนมาอยู่อาศัยแล้วสักระยะหนึ่ง สภาพของส่วนกลางก็จะยิ่งสะท้อนได้ว่า ภาพรวมในการดูแลรักษาของสิ่งแวดล้อมส่วนกลางคอนโดนี้มีแนวโน้มที่น่าจะดีต่อไปในอนาคต จากการทำงานของผู้บริหารส่วนกลาง และจากระดับมาตรฐานของผู้อยู่อาศัยโดยรวม 10. เพื่อนบ้านร่วมอาคารหรือร่วมโครงการ – เพราะพฤติกรรมของคนรอบข้างหรือเพื่อนบ้านเป็นหนึ่งในสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้บรรยากาศโดยรวมของโครงการมีความน่าอยู่หรือไม่น่าอยู่ ทางที่ดีคุณจึงควรหาทางศึกษาข้อมูลดูว่า เจ้าของห้องในชั้นเดียวกัน ตึกเดียวกัน หรือเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงในโครงการนั้นมีลักษณะแบบไหน ซึ่งถ้าเป็นโครงการที่มีคนอยู่อาศัยแล้วหรือเป็นคอนโดมือสองก็จะดูไม่ยาก แต่ถ้าเป็นโครงการใหม่ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะคุณคงไม่อยากอยู่ใกล้คนที่คุณไม่ชอบ หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ ห้องข้าง ๆ เกือบทั้งชั้นอาจไม่มีคนอยู่เลยเพราะเป็นห้องที่ถูกซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร ลองคิดถึงบรรยากาศที่คุณขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องคนเดียวยามค่ำคืนในตึกที่ชั้นของคุณไม่มีใครอาศัยอยู่เลยก็คงหวาด ๆ พิลึก อ่านต่อ

5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อบ้าน

    เมื่อถึงเวลาที่เราจะมีบ้านหลังแรก แน่นอนว่าหัวใจของเราพองโตไปหมด แต่เราต้องไม่ลืมว่าการจะมีบ้านหลังแรกนั้น ไม่ใช่อะไร ๆ จะง่ายไปเสียทั้งหมด อาจจะมีเรื่องที่ต้องเหนื่อย และชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนแปลงไป หลาย ๆ คนบอกว่า ความตื่นเต้นดีใจของเรา จะมาพร้อม ๆ กับเงื่อนไข และค่าใช้จ่ายอีกมากมาย ทั้งเรื่องของการตกแต่ง เงื่อนไขการซื้อ ค่าใช้จ่ายในเรื่องภาษี และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย และ 5 สิ่งที่คนซื้อบ้านทุกคนจะต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ มีดังนี้ 1.ต้องรู้ข้อกำหนดกฎหมายเรื่องภาษี เรื่องการโอน บางครั้งนายหน้า หรือผู้ขาย อาจจะไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องภาษี และค่าใช้จ่ายในการโอนให้เราทราบตั้งแต่แรก ซึ่งในเรื่องนี้ แต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด แต่ละนายหน้า ก็อาจจะมีรายละเอียดแตกต่างกันไป ซึ่งผู้ซื้อ จะต้องตรวจสอบ และตกลงกันให้แน่นอนเสียก่อน เพื่อที่เราจะได้เตรียมงบประมาณให้เพียงพอ ทั้งราคาบ้านที่จะต้องจ่าย ค่าโอนใครจะเป็นผู้ชำระ ภาษีหากมีพื้นที่ในระดับที่จะต้องจ่ายเพิ่มใน รวมไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ ในการกู้ การผ่อน เป็นต้น 2.หาข้อมูลในเรื่องของการรับประกัน ในกรณีที่ซื้อบ้านใหม่ก็ต้องดูรายละเอียดด้วยว่า มีการรับประกันของในกรณีที่เกิดความเสียหายหรือไม่ รับประกันในระยะเวลาเท่าไหร่ ความเสียหายใดบ้างที่อยู่ในการรับประกันเป็นต้น บ้านหรือคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน ขายกันในลักษณะพร้อมเข้าอยู่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทั้งเฟอร์นิเจอร์ ทั้งเครื่องใช้ไม้สอย อย่างตู้เย็น เครื่องซักผ้า แอร์ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ ผู้ซื้อจะต้องทราบระยะเวลารับประกันของของทุกอย่าง 3.หากต้องทำประกัน ให้เลือกบริษัทประกันที่เชื่อถือได้ มีวงเงินคุ้มครองความเสียหายอย่างเหมาะสม มีนโนบายในการดูแลลูกค้าที่ดี ซึ่งก่อนจะเลือก ให้ตรวจสอบภูมิหลัง และความน่าเชื่อถือของทางบริษัท เปรียบเทียบกันหลาย ๆ แห่งก่อนการตัดสินใจ 4.พิจารณาค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการเดินทางด้วย ในกรณีที่เราจะเลือกซื้อบ้านที่อยู่นอกเมือง หรือไกลจากสถานที่ทำงาน ให้พิจารณาค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องจ่ายไปกับการเดินทางด้วย เช่น ค่าน้ำมันรถ หรือค่ารถโดยสารสาธารณะ หากเราต้องเดินทางในระยะไกล ค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องเสียไปจากการเดินทางนั้นจะเพิ่มมากขึ้น ยิ่งหากบ้านที่จะซื้ออยู่ไกลจากชุมชน โรงพยาบาล ร้านค้า ตลาด หรือห้างสรรพสินค้า เราต้องคิดให้รอบคอบกับค่าเดินทางที่ต้องเสียไปด้วย 5.งบประมาณที่ต้องใช้ในการตกแต่งภายนอก หาเราซื้อบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ซึ่งมีพื้นที่ภายนอก เราต้องคิดเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปกับการดูแลภายนอกตัวบ้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน สนาม โรงรถ การดูแลสิ่งเหล่านี้ อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกมาก บางคนเลือกที่จะตกแต่งภายนอก หรือตกแต่งสวนด้วยตัวเอง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในจุดนี้ ก็สามารถทได้เช่นกัน ที่มา : http://homezoomer.com, http://home.sanook.com/ อ่านต่อ

ซื้อบ้านหลังแรก เลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

จะเลือกซื้อบ้านหลังแรกเป็นของตัวเองทั้งที เราก็ควรต้องพิจารณาให้รอบคอบมากที่สุด ซึ่งไม่เพียงแต่เรื่องทำเลสถานที่ การคมนาคมที่สะดวกสบาย และปัจจัยแวดล้อมรอบบ้านที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษเท่านั้น แต่ตัวบ้านเองก็ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน ดังนั้นใครที่กำลังจะเลือกซื้อบ้านหลังแรก ลองมาดูข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อบ้านต่อไปนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า คุณจะได้เลือกซื้อบ้านได้ตรงกับความต้องการ และอยู่สบายกันทั้งครอบครัวค่ะ 1. ตรวจสอบระบบ HVAC ภายในตัวบ้าน ระบบ HVAC (Heating, Ventilation and Air Conditioning) คือ การออกแบบกระบวนการวางระบบความร้อน ความเย็น และการระบายอากาศภายในอาคารบ้านเรือน ซึ่งมักจะพ่วงติดมากับการออกแบบสร้างบ้านตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดังนั้นคุณก็แค่มีหน้าที่ตรวจสอบระบบ HVAC ภายในบ้าน โดยดูว่าระบบ HVAC อยู่ในจุดที่จะระบายความร้อนภายในตัวบ้าน และรับลมจากธรรมชาติด้านนอกดีแค่ไหน หรือถ้าจะให้ชัวร์ เลือกบ้านที่มีหน้าต่างรอบบริเวณ และติดตั้งพัดลมระบายอากาศไว้ในจุดอับทุกที่ด้วยก็ดีค่ะ 2. ดีไซน์ของตัวบ้าน และการตกแต่งภายใน สำหรับใครที่จะเลือกซื้อบ้านแบบตกแต่งเสร็จ พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที เรื่องการออกแบบบ้าน และการตกแต่งภายในคงเป็นประเด็นแรก ๆ ที่คุณจะคำนึงถึง แต่เรื่องแบบนี้ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคน ฉะนั้นเพียงแค่เห็นบ้านแล้วปิ๊ง ก็น่าจะพอให้ตัดสินใจเรื่องอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นเยอะแล้วล่ะ 3. พยายามอย่าคิดเล็กคิดน้อย น่าจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้วล่ะว่า เมื่อเราต้องการเลือกซื้อบ้านตกแต่งเสร็จ เราอาจจะมีปัญหากับเรื่องจุกจิก เช่น ไม่ถูกใจลายกระเบื้องห้องครัว เป็นต้น แต่พยายามอย่าคิดเล็กคิดน้อยในเรื่องนี้ดีกว่าค่ะ เพราะถ้าคุณรับไม่ได้จริง ๆ กับสไตล์การตกแต่งบางอย่างในบ้าน เราก็สามารถมาปรับเปลี่ยนได้เองในภายหลัง โดยแจ้งให้ทางโครงการทราบความต้องการของเรา และรอตัดสินใจในกระบวนการจัดการขั้นต่อไปดีกว่า 4. ใส่ใจเพื่อนบ้านรอบข้างด้วย ต่อให้บ้านสวยเลิศเลอแค่ไหน แต่ถ้าสังคมรอบ ๆ บ้าน รวมทั้งเพื่อนบ้านของคุณไม่น่าประทับใจเท่าไร ก็อาจจะลดความสุขของคุณ และคนในครอบครัวได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนตัดสินใจเลือกซื้อบ้านสักหลัง ลองสืบข้อมูลของเพื่อนบ้าน และสังคมโดยรอบบ้านของคุณเอาไว้เป็นประเด็นประกอบการตัดสินใจด้วยก็ดีจ้า 5. ความน่าเชื่อถือของโครงการ ถึงแม้ปัจจุบันจะมีโครงการบ้านจัดสรรให้เลือกมากมาย พร้อมบริการติดต่อขอสินเชื่อให้เสร็จสรรพ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณอย่าลืมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโครงการต่าง ๆ ให้ดี ทั้งชื่อเสียงของบริษัท เสียงตอบรับจากลูกบ้าน รวมถึงปัญหาต่าง ๆ ของโครงการก่อน ๆ เพื่อจะนำมาเป็นจุดสังเกตและพิจารณาเลือกบ้านหลังแรกของคุณให้ถี่ถ้วน 6. อย่าหลงคำเซลส์ ในการซื้อบ้านหลังแรก คุณอาจจะเก้ ๆ กัง ๆ ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะสอบถามข้อมูลอะไรบ้าง และเมื่อได้เจอกับเซลส์ขายบ้านที่พูดจาหว่านล้อมเอาอกเอาใจ ก็อาจทำให้คุณเป็นปลื้มในการบริการ จนตัดสินใจวางมัดจำบ้านไปแบบง่าย ๆ และไม่ได้ตรวจสอบให้ละเอียดเนื่องจากไว้ใจเซลส์ ทางที่ดีคุณควรใจแข็งเอาไว้ก่อน สอบถามข้อมูลจากเซลส์ให้แน่ชัดแล้วกลับมานั่งคิด นอนคิดตัดสินใจที่บ้าน ไม่อย่างนั้นอาจจะได้บ้านที่ไม่ตรงตามความต้องการจนเสียเงินจองไปฟรี ๆ 7. เช็กเครดิตเรื่องการเงินดีหรือยัง แน่นอนว่าการซื้อบ้าน คุณจะต้องขอกู้เงินหลักล้านกับธนาคาร ซึ่งมีกฎเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่มากมาย ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่เสียเงินดาวน์บ้านไปฟรี ๆ ก็ควรเตรียมเครดิตให้พร้อม หรือลองตรวจสอบเครดิตบูโรของตัวเองดูก่อน ว่ามีโอกาสกู้ซื้อบ้านผ่านหรือไม่ ไม่อย่างนั้นหากกู้ไม่ผ่านเงินจองและเงินดาวน์ที่จ่ายไป อาจจะหายวับไปกับตาเลยล่ะ ในเมื่อใคร ๆ ก็อยากมีบ้านที่ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นบ้านที่ให้ทั้งความอุ่นใจ สบายกายเมื่ออาศัยอยู่ เราก็ต้องพิจารณาเลือกซื้อบ้านกันอย่างรอบคอบที่สุดนะคะ ที่มา : home.kapook.com, homezoomer.com อ่านต่อ

อัพเดทอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน กู้ซื้อบ้าน

เรื่องซื้อบ้านกับการกู้สินเชื่อเรียกได้ว่าเป็นของคู่กัน แล้วจะเลือกกู้ซื้อบ้านกันธนาคารไหนดี? หายห่วงได้ ทีมงานได้รวบรวมข้อมูลอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน อัพเดทประจำเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2560 จากหลากหลายธนาคาร เช่น ธ.กสิกรไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย ธ.ออมสิน ธ.ทหารไทย ธ.กรุงศรีอยุธยา มาเปรียบเทียบให้เห็นกันไปเลย ที่ไหนให้สินเชื่อกู้ซื้อบ้านคิดดอกเบี้ยต่ำสุด มีเงื่อนไขอะไรบ้างเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการพิจารณาเลือกสินเชื่อ สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อบ้าน หรือ คอนโด ได้ง่ายขึ้น พร้อมตัวช่วยในการคำนวณผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน *อัตราสินเชื่อบ้านโดยส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงไม่บ่อยมากนัก ประมาณ 1 ไตรมาสหรือครึ่งปีต่อครั้ง ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันระหว่างธนาคารแต่ละที่ด้วย เริ่มต้นเดือนที่ 2 ของไตรมาสแรก แต่ธนาคารต่างๆ นั้นยังคงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเดิม สำหรับฝั่งธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ (BฺBL) ยังคงมีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดหรือ 5.08% (ภายใต้โครงการที่ธนาคารวางเงื่อนไข) ส่วนฝั่งของธนาคารรัฐยังเป็นเจ้าเดิมที่ครองอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดนั่นคือ ธนาคารทหารไทย (TMB) ที่ 4.25% สำหรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของธนาคารอื่นเราสรุปมาให้ในตารางด้านล่างนี้ อัพเดทตารางอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ บ้าน - คอนโด ของธนาคารพาณิชย์ เดือน กุมภาพันธ์ 2560 *** อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน เฉลี่ย 3 ปีแรก คำนวณแบบค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์เท่านั้น*** ข้อมูลที่น่าสนใจ ของธนาคารที่เสนออัตราดอกเบี้ยต่ำสุดในเดือนนี้ได้แก่ ธนาคารทหารไทย และธนาคารออมสิน โดยปล่อยวงเงินกู้สูงสุดถึง 85 - 100% ของราคาประเมิน ที่มาอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเฉลี่ย 3 ปี แรก* - ธนาคารทหารไทย กำหนดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 4.25%  ปีที่ 2 4.25% ปีที่ 3 4.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.25% - ธนาคารออมสิน กำหนดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.25% ปีที่ 2 MRR-2.00% ปีที่ 3 MRR-0.75%  โดยมี MRR=7.125% ทำให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.25% ที่มา : ddproperty.com อ่านต่อ

ขั้นตอนง่ายๆ ในการตรวจรับบ้านและคอนโดด้วยตนเอง

ไม่ว่าคุณจะเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่ออยู่อาศัยก็ตาม จำนวนเงินที่เจียดออกมาผ่อนจากเงินเดือนแต่ละเดือนเรียกได้ว่าไม่น้อยเลยนะคะ ยิ่งหากซื้อบ้านมาแล้วต้องมาตามเก็บซ่อมจุกจิกกวนใจ เสียทั้งเวลาและเงินอีกคงเป็นเรื่องชวนเซ็งไม่น้อย ไหน ๆ จะซื้อบ้านอยู่ทั้งที เรามาลองศึกษาวิธีการตรวจรับบ้านก่อนโอนด้วยตัวเองดีกว่าค่ะ โดยการตรวจสอบนี้จะแบ่งออกเป็นหมวดต่าง ๆ ทั้งหมด  10 หมวดด้วยกัน ซึ่งในส่วนของผู้ที่ซื้อคอนโดก็ให้ตัดหมวดของหลังคา โครงสร้างบันได และบริเวณรอบนอกออกไปนั่นเอง เรามาลองเช็คตามกันทีละหมวดดังนี้เลยค่ะ การตรวจงานในหมวดหลังคา 1. ในส่วนของกระเบื้องหลังคา แนวการมุงต้องดูเรียบไม่โก่ง กระเดิด ไม่อ้าหรือกระเบื้องมีรอยแตกร้าว โดยอาจใช้กล้องส่องดูก็ได้ หรือจะใช้วิธีเปิดฝ้าเพดานชั้นบนสุดออก เพื่อดูใต้หลังคาว่าไม่มีแสงส่องเข้ามาผ่านทางกระเบื้องที่แตกร้าวนั่นเอง 2. ครอบหลังคา ต้องใช้กล้องส่องดูว่าไม่มีรอยแตกร้าว หรือเลอะคราบปูน ตัวปูนยาแนวต้องเป็นเส้นตรง และทาสีเดียวให้กลมกลืนกับสีของหลังคาให้เรียบร้อยด้วย 3. การตรวจเหล็กโครงหลังคาให้เปิดฝ้าชั้นบนสุดดู โครงต้องไม่บิดไม่แอ่น และต้องทาสีกันสนิมให้ทั่ว ยิ่งโดยเฉพาะรอยเชื่อม เพื่อป้องกันความชื้นทำให้เกิดสนิมได้ 4. ในส่วนของฉนวนกันความร้อนนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือชนิดที่ปูทับแป และชนิดที่ปูติดกับแผ่นยิปซั่ม แต่ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน ต้องปูเต็มพื้นที่หลังคา ไม่หลุดหรือฉีกขาดด้วยค่ะ 5. ปั้นลมหรือไม้ที่ปิดทับหน้าจั่วด้านนอกอีกชั้น ต้องมีรอยต่อที่สนิทและทาสีเรียบร้อยสวยงาม 6. เชิงชายหรือไม้ที่ปิดทับชายคาด้านรางน้ำฝน  ต้องมีรอยต่อที่สนิทและทาสีเรียบร้อยสวยงามอีกเช่นกัน 7. ปิดนก หรือไม้สำหรับปิดกันนกเข้าไปทำรังใต้หลังคา มีลักษณะเป็นลอนตามโค้งของลอนกระเบื้อง ผลิตจากไม้หรือพลาสติก  การติดตั้งต้องมีความสนิทแนบกับลอนของกระเบื้อง หากอยู่สูงจากระดับสายตามากเกินไป ก็ควรใช้กล้องส่องดู การตรวจงานในหมวดฝ้าเพดาน 1. ฝ้าเพดานทุกแผ่นต้องไม่มีรอยแตกร้าว รอยต่อระหว่างแผ่นต้องเรียบเนียน ไม่มีคราบเลอะ สีที่ทาต้องเรียบสม่ำเสมอไม่เป็นเม็ด 2. ระดับความสูงจากพื้นถึงฝ้าตาม พรบ. วัดแล้วต้องไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร 3. บริเวณรอยต่อเข้ามุมของบัวฝ้าเพดานต้องเรียบสนิท ไม่เห็นหัวตะปู และทาสีเรียบเนียนสม่ำเสมอทั่วกัน 4. สำหรับฝ้าเพดานในส่วนห้องน้ำต้องเป็นฝ้ากันชื้น โดยดูจากด้านบนของฝ้าต้องเป็นชนิดสีเขียว 5. ฝ้าเพดานในห้องน้ำต้องทำช่องเซอร์วิสไว้สำหรับเปิดดูระบบท่อต่าง ๆ เพื่อให้ซ่อมบำรุงได้อย่างสะดวก การตรวจงานในหมวดผนังภายใน 1. ผนังต้องไม่มีรอยแตกร้าว หากพบต้องแก้ไขโดยการสกัดปูนออกเป็นแนวตามรอยร้าวกว้าง 1 เซนติเมตร แล้วเก็บปูนฉาบพอแห้งแล้วทาสีทับให้เรียบสนิท 2. ปูนฉาบต้องเรียบสนิทไม่เป็นลอนคลื่น ไม่เป็นเม็ด สีสันต้องสม่ำเสมอ ไม่มีผิวด่าง หรือมีคราบสกปรกให้เห็น 3. บริเวณขอบมุมสันปูนและเซี๊ยมต้องเป็นเส้นตรงและคมไม่บิ่นหรือมีรอยแตก 4. เมื่อใช้เหรียญหรือไม้เคาะ ผนังต้องไม่เป็นโพรงหรือร่อน หากพบให้ทำการสกัดแล้วฉาบใหม่ 5. ผนังกรุวอลล์เปเปอร์ ต้องเรียบสนิทไม่เกิดเป็นเม็ด หรือรอยต่อไม่สนิท รวมทั้งต้องเข้ามุมให้เรียบร้อยด้วย การตรวจงานในหมวดผนังภายนอก 1. ขั้นแรกให้ตรวจสอบตามหมวดผนังภายในตั้งแต่ข้อ 1-4 แล้วตรวจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ 2. บริเวณบัวเชิงผนังโดยรอบต้องไม่แตกร้าว รอยต่อต้องเรียบสนิททาสีสม่ำเสมอสวยงาม 3. บริเวณใต้ท้องคาน ใต้ขอบผนัง รวมทั้งใต้ขอบระเบียง ต้องทำเซาะร่องบัวหยดน้ำ ป้องกันน้ำไหลเอาคราบสกปรกมาเกาะใต้ท้องคาน 4. ในส่วนของปูนฉาบด้านล่างต้องฉาบให้สุดท้องคานคอดิน ที่เมื่อปรับระดับดินแล้วต้องมองไม่เห็นส่วนที่ไม่ฉาบ การตรวจงานในหมวดประตู 1. วงกบประตูไม้ต้องมีความเรียบ สันไม่บิ่น เข้ามุมวงกบได้ฉากสนิท ทำสีเรียบร้อยไม่มีรอยด่าง 2. บริเวณด้านข้างวงกบรวมไปถึงผนังปูนโดยรอบ ต้องไม่มีรอยแตก หรือหากมีต้องแยกแนวให้สนิทเรียบร้อยทั้งหมด 3. ผิวบานประตูที่ทาสีต้องไม่เห็นลายเนื้อไม้ สีไม่เป็นด่าง หรือมีคราบสกปรกเลอะเทอะ 4. สังเกตดูบริเวณขอบบานสันประตูทั้ง 4 ด้าน ต้องทาสีให้เรียบร้อย โดยมากช่างมักจะเว้นด้านบนและด้านล่างเอาไว้เพราะลูกค้าอาจไม่เห็น ให้ใช้กระจกเงามาส่องดู ยิ่งหากเป็นบานในห้องน้ำแล้ว ยิ่งต้องทาส่วนขอบล่างด้วย เพราะเป็นส่วนที่โดนน้ำได้ง่าย อาจทำให้ประตูบวมได้ แต่หากเป็นประตู PVC ก็ไม่จำเป็นต้องทา 5. บานประตูต้องปิดได้สนิท แต่ไม่เสียดสีจนบานขบกัน บานประตูต้องไม่บิด และมีร่องห่างระหว่างบานกับวงกบไม่เกิน 3 มม. และบานต้องไม่ตกด้วย 6. บานพับประตูต้องใส่สกรูให้ครบและมีสีเดียวกับตัวบาน อุปกรณ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกบิด ล็อก สตอปเปอร์ ต้องอยู่ในสภาพใหม่ ใช้งานได้ดี ติดตั้งแน่นหนาพร้อมใช้งาน 7. ในส่วนของชุดประตูอลูมิเนียมนั้น ผิวอลูมิเนียมต้องปราศจากรอยข่วน ไม่มีสีเลอะ สีลอก เก็บซิลิโคนรอบกรอบเรียบร้อย ยางขอบกระจกต้องไม่ปลิ้นออกมา และที่สำคัญมากและช่างกระจกมักละเลยคือ สักหลาดช่องขอบกระจก และท้ายบานแนวตั้ง ซึ่งช่วยป้องกันบานกระพือ ทำให้บานประตูปิดได้สนิทขึ้นด้วย 8. หากเป็นชุดประตูบานเลื่อน ล้อเลื่อนต้องไม่ฝืด เสียงไม่ดัง และเลื่อนชนผนังได้สนิท หากไม่สนิทต้องปรับน๊อตล้อให้สนิท การตรวจงานหมวดหน้าต่าง ตรวจเหมือนหมวดงานประตูทุกข้อ การตรวจงานหมวดพื้นห้อง 1. พื้นลามิเนตรอยต่อต้องสนิทกันทั้งผืน อนุโลมให้มีร่องห่างได้ไม่เกินความหนาของกระดาษ A4 แผ่นเดียวเท่านั้น 2. เวลาเดินผ่านไปบนพื้นต้องไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าด พื้นไม้ยุบตัวมากเกินไป (โดยทั่วไปแล้วพื้นจะยุบตัวเล็กน้อยเพราะด้านล่างจะซับด้วยโฟมแผ่นบางๆ) 3. รอยต่อของบัวเชิงผนังต้องสนิทเรียบร้อย การติดบัวควรใช้กาว แต่หากต้องใช้ตะปูก็ต้องเก็บรอยหัวตะปู รอยโป๊ว และทำสี 4. ลองเหยียบบริเวณใต้บัวเชิงผนังดู พื้นบริเวณนี้ต้องไม่ยุบ ไม่มีฝุ่นฟุ้งขึ้น และเก็บยาแนวต้องเรียบร้อยสม่ำเสมอ 5. หากเป็นพื้นกระเบื้อง ต้องเคาะไม่เป็นโพรง (เวลาของแข็ง ๆ ตกใส่จะได้ไม่แตก) รอยต่อต้องเรียบเนียนไม่สะดุด ยาแนวสะอาด และเป็นเส้นตรง การตรวจงานหมวดระเบียง 1. ตรวจเช็คพื้นกระเบื้องเหมือนหมวดพื้น และต้องเช็ค Slope ความลาดเอียงของพื้นต้องเทลาดไปทางรูน้ำทิ้ง น้ำจะได้ไม่ขัง การตรวจงานหมวดบันได 1. ในกรณีที่บ้านชั้นบนมีพื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 300 ตร.ม. ขนาดของลูกนอนต้องไม่น้อยกว่า 22.5 ซม. ขนาดของลูกตั้งสูงไม่เกิน 20 ซม. และความกว้างบันไดจากผนังถึงราว 90 ซม. ความสูงจากลูกนอนจนถึงฝ้าเพดาน 1.90 เมตร การตรวจงานหมวดห้องน้ำ 1. สายน้ำดีที่ต่อเข้าสุขภัณฑ์ต้องมีสต๊อปวาล์วทุกจุด เพื่อไว้เปิด-ปิดในการซ่อมแซมได้ 2. ตรวจพื้นกระเบื้องเหมือนในหมวดพื้น และ Slope หรือความลาดเอียงต้องเทไปทางรูระบายน้ำ ทดสอบด้วยการราดน้ำดูอย่าให้มีน้ำขังบนพื้นห้องน้ำ 3. ทดสอบว่าน้ำรั่วหรือไม่ด้วยการปิดวาล์วน้ำทั้งหมดแล้วดูมิเตอร์ หากยังหมุนอยู่แสดงว่าน้ำรั่ว การตรวจงานหมวดไฟฟ้า 1. ตรวจสอบสายดินกันไฟดู และการเข้าสาย L-N ด้วยการใช้มิเตอร์วัด 2. ตรวจสอบดูสายของสวิทช์และดวงโคม โดยจะใช้สายขนาด 1.5 sq.mm. 3. ตรวจสอบขนาดของสายปลั๊ก โดยมาตรฐานจะใช้ขนาด 2.5 sq.mm. 4. ตู้คอนโทรลหรือตู้ควบคุมไฟฟ้า ควรอยู่ในระดับที่มือผู้ใหญ่เอื้อมถึงได้  เพื่อความสะดวกในการซ่อมบำรุง หรือปิด-เปิดได้เวลาไม่อยู่บ้านนาน ๆ 5. สายเมนที่ต่อกับมิเตอร์ไฟขนาด 15(45) ควรใช้สายเมนขนาด 16 sq.mm. และสำหรับสายดินจะใช้ขนาด 10 sq.mm. เชื่อมต่อกับหลักดินยาวไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร หลักการตรวจสอบบ้านทั้งหมดนี้ คุณผู้อ่านสามารถนำไปตรวจสอบบ้านเองได้ในเบื้องต้นก่อนรับโอนค่ะ  แต่หากต้องการความมั่นใจจะว่าจ้างผู้ตรวจสอบมืออาชีพเข้าไปช่วยตรวจสอบด้วยก็จะเพิ่มความมั่นใจได้อีกมากเลยทีเดียว ที่มา : homenayoo.com อ่านต่อ

บาท
ปี
%
อัตราผ่อนต่อเดือน
บาท
บาท
ปี
%
การคำนวณนี้เป็นการประมาณยอดเงินกู้ได้สูงสุด 35% ของรายได้สุทธิ*
อัตราผ่อนต่อเดือน
บาท
เงินกู้
บาท