Top

ที่ปรึกษาด้านการอยู่อาศัย

10 เรื่องจริงที่ควรรู้ก่อนซื้อคอนโดฯ

    เพราะการซื้อคอนโดมิเนียมเป็นการลงทุนก้อนใหญ่เพื่ออนาคต คุณต้องการผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเงิน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังบวกความภาคภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ  ก่อนตัดสินใจซื้อจึงต้องรู้ลึกรู้จริงในประเด็นต่างๆเหล่านี้ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ดีที่สุด 1. ซื้อเพื่ออะไรกันแน่ – คุณควรตอบตัวเองให้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ในการซื้อและเรียบเรียงความต้องการใช้สอยออกมาให้ละเอียดก่อนเลือกซื้อ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดคุณว่า คอนโดแบบไหนที่คุณควรซื้อจริง ๆ ไม่ใช่หลงเพ้อไปตามความสวยของห้องตัวอย่างหรือคารมดีๆของคนขาย พิจารณาพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จำเป็นว่ามีครบถ้วนหรือไม่  และที่สำคัญคือต้องดูขนาดพื้นที่และจำนวนห้องให้พอกับความต้องการใช้สอยทั้งปัจจุบันและอนาคต เช่น การมีครอบครัว หรือมีญาติพี่น้องมาอยู่ด้วย 2. งบประมาณ – วิเคราะห์สภาพคล่องของคุณ ควบคู่ไปกับการศึกษารายละเอียดในการผ่อนชำระ รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่น ๆ ในการทำสัญญาซื้อขายและการโอน เพื่อที่จะได้รู้ว่าคุณมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนในการรับภาระค่าใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่าเงินของคุณแค่ไหน 3. ข้อได้เปรียบ - เสียเปรียบของทำเลที่ตั้งแต่ละโครงการ –  พิจารณาถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต เช่น ความปลอดภัย ความมีสุขอนามัยที่ดี ทัศนียภาพที่ดี ความสะดวกในการเดินทาง ความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย และศักยภาพในแง่การลงทุน หากต้องการปล่อยให้เช่าหรือขายในอนาคต ก็ควรเป็นทำเลดี ๆ ที่คนอื่นอยากมาซื้อหรือมาเช่าต่อจากคุณ 4. ที่จอดรถ – อาคารนั้นมีที่จอดรถเพียงพอหรือไม่ ราคาคอนโดบางแห่งไม่รวมค่าที่จอดรถ ถ้าคุณต้องการนำรถมาจอดอาจต้องจ่ายเพิ่ม ต้องศึกษารายละเอียดในส่วนนี้ให้ชัดเจน เพราะหลาย ๆ คนที่ไม่มีประสบการณ์ก็ไม่ได้คิดถึงข้อมูลส่วนนี้และอาจคิดเข้าข้างตัวเองว่า ซื้อคอนโดก็น่าจะมาพร้อมที่จอดรถฟรี ๆ อยู่แล้ว ซึ่งอาจไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป 5. อัตราค่าใช้จ่ายและค่าบำรุงส่วนกลาง – เพราะค่าใช้จ่ายในการซื้อคอนโดนั้นไม่ได้จบแค่ราคาซื้อขาย ค่าโอน ค่าทำสัญญา แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่ต่อเนื่องไปตลอดอายุการครอบครอง คือค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่าง ๆ เพื่อใช้ในการจ้างนิติบุคคลมาดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้กับภาพรวมของโครงการ รวมถึงค่าใช้จ่ายปลีกย่อยที่จะต้องชำระเป็นรายเดือนหรือรายปีอื่น ๆ ซึ่งคุณจะต้องศึกษาให้ละเอียดและเตรียมงบประมาณในส่วนนี้เอาไว้ให้เพียงพอในระยะยาวด้วย 6. ประสิทธิภาพของผู้ดูแลส่วนกลาง หรือนิติบุคคลอาคาร – คอนโดที่คุณซื้อไม่ว่าจะเพื่ออยู่อาศัยหรือลงทุน จะมีศักยภาพที่ดีในการอยู่อาศัยมากน้อยหรือยาวนานแค่ไหนนั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือผู้ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ ควรศึกษาข้อมูลหรือสอบถามผู้ที่อยู่อาศัยมาก่อน หรือหาข้อมูลเปรียบเทียบในเรื่องชื่อเสียงและคุณภาพของบริษัทหรือตัวแทนที่รับเข้ามาทำหน้าที่นิติบุคคลบริหารอาคารนั้น ๆ ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไรก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการที่คุณลงทุนจะได้รับการบริหารดูแลอย่างดีโดยมืออาชีพ 7. ศึกษาข้อมูลทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง - รวมถึงกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของอาคารชุด ต้องไม่ขัดกับความต้องการหรือความจำเป็นของคุณ เช่น การมีสัตว์เลี้ยง ข้อห้ามในการตกแต่งต่อเติมบางอย่าง หรือข้อห้ามเกี่ยวกับรูปแบบการใช้พื้นที่ หากคุณเป็นมือใหม่ ทางที่ดีควรมีที่ปรึกษาหรือตัวแทนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมาเป็นผู้ดูแลในส่วนนี้เพื่อช่วยเหลือให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดในการซื้อขายและทำสัญญา 8. การเลือกตำแหน่งของห้อง - ควรดูทิศทางแดด - ลม ในแต่ละช่วงเวลาของวันว่าจะเป็นห้องที่ต้องรับแดดจัดในช่วงบ่ายตลอดวันหรือไม่ และผลกระทบจากเสียง กลิ่น ควัน จากภายนอกและภายใน รวมถึงความเป็นส่วนตัว ในกรณีที่ห้องอยู่ใกล้จุดสัญจรเช่น บันได ลิฟต์ หรือห้องทิ้งขยะ ก็ควรหลีกเลี่ยง และถ้าเป็นไปได้ คุณควรเลือกห้องที่ได้วิวดีที่สุดในโครงการ เพื่อความน่าอยู่และซื้อง่ายขายคล่อง 9. สภาพบรรยากาศโดยรวมของพื้นที่ใช้สอยส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ – สภาพของสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดคร่าว ๆ ว่า คอนโดที่คุณจะซื้อมีความน่าอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคตมากแค่ไหน หากเป็นคอนโดที่สร้างเสร็จและมีคนมาอยู่อาศัยแล้วสักระยะหนึ่ง สภาพของส่วนกลางก็จะยิ่งสะท้อนได้ว่า ภาพรวมในการดูแลรักษาของสิ่งแวดล้อมส่วนกลางคอนโดนี้มีแนวโน้มที่น่าจะดีต่อไปในอนาคต จากการทำงานของผู้บริหารส่วนกลาง และจากระดับมาตรฐานของผู้อยู่อาศัยโดยรวม 10. เพื่อนบ้านร่วมอาคารหรือร่วมโครงการ – เพราะพฤติกรรมของคนรอบข้างหรือเพื่อนบ้านเป็นหนึ่งในสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้บรรยากาศโดยรวมของโครงการมีความน่าอยู่หรือไม่น่าอยู่ ทางที่ดีคุณจึงควรหาทางศึกษาข้อมูลดูว่า เจ้าของห้องในชั้นเดียวกัน ตึกเดียวกัน หรือเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงในโครงการนั้นมีลักษณะแบบไหน ซึ่งถ้าเป็นโครงการที่มีคนอยู่อาศัยแล้วหรือเป็นคอนโดมือสองก็จะดูไม่ยาก แต่ถ้าเป็นโครงการใหม่ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะคุณคงไม่อยากอยู่ใกล้คนที่คุณไม่ชอบ หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ ห้องข้าง ๆ เกือบทั้งชั้นอาจไม่มีคนอยู่เลยเพราะเป็นห้องที่ถูกซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร ลองคิดถึงบรรยากาศที่คุณขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องคนเดียวยามค่ำคืนในตึกที่ชั้นของคุณไม่มีใครอาศัยอยู่เลยก็คงหวาด ๆ พิลึก อ่านต่อ

5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อบ้าน

    เมื่อถึงเวลาที่เราจะมีบ้านหลังแรก แน่นอนว่าหัวใจของเราพองโตไปหมด แต่เราต้องไม่ลืมว่าการจะมีบ้านหลังแรกนั้น ไม่ใช่อะไร ๆ จะง่ายไปเสียทั้งหมด อาจจะมีเรื่องที่ต้องเหนื่อย และชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนแปลงไป หลาย ๆ คนบอกว่า ความตื่นเต้นดีใจของเรา จะมาพร้อม ๆ กับเงื่อนไข และค่าใช้จ่ายอีกมากมาย ทั้งเรื่องของการตกแต่ง เงื่อนไขการซื้อ ค่าใช้จ่ายในเรื่องภาษี และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย และ 5 สิ่งที่คนซื้อบ้านทุกคนจะต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ มีดังนี้ 1.ต้องรู้ข้อกำหนดกฎหมายเรื่องภาษี เรื่องการโอน บางครั้งนายหน้า หรือผู้ขาย อาจจะไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องภาษี และค่าใช้จ่ายในการโอนให้เราทราบตั้งแต่แรก ซึ่งในเรื่องนี้ แต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด แต่ละนายหน้า ก็อาจจะมีรายละเอียดแตกต่างกันไป ซึ่งผู้ซื้อ จะต้องตรวจสอบ และตกลงกันให้แน่นอนเสียก่อน เพื่อที่เราจะได้เตรียมงบประมาณให้เพียงพอ ทั้งราคาบ้านที่จะต้องจ่าย ค่าโอนใครจะเป็นผู้ชำระ ภาษีหากมีพื้นที่ในระดับที่จะต้องจ่ายเพิ่มใน รวมไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ ในการกู้ การผ่อน เป็นต้น 2.หาข้อมูลในเรื่องของการรับประกัน ในกรณีที่ซื้อบ้านใหม่ก็ต้องดูรายละเอียดด้วยว่า มีการรับประกันของในกรณีที่เกิดความเสียหายหรือไม่ รับประกันในระยะเวลาเท่าไหร่ ความเสียหายใดบ้างที่อยู่ในการรับประกันเป็นต้น บ้านหรือคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน ขายกันในลักษณะพร้อมเข้าอยู่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทั้งเฟอร์นิเจอร์ ทั้งเครื่องใช้ไม้สอย อย่างตู้เย็น เครื่องซักผ้า แอร์ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ ผู้ซื้อจะต้องทราบระยะเวลารับประกันของของทุกอย่าง 3.หากต้องทำประกัน ให้เลือกบริษัทประกันที่เชื่อถือได้ มีวงเงินคุ้มครองความเสียหายอย่างเหมาะสม มีนโนบายในการดูแลลูกค้าที่ดี ซึ่งก่อนจะเลือก ให้ตรวจสอบภูมิหลัง และความน่าเชื่อถือของทางบริษัท เปรียบเทียบกันหลาย ๆ แห่งก่อนการตัดสินใจ 4.พิจารณาค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการเดินทางด้วย ในกรณีที่เราจะเลือกซื้อบ้านที่อยู่นอกเมือง หรือไกลจากสถานที่ทำงาน ให้พิจารณาค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องจ่ายไปกับการเดินทางด้วย เช่น ค่าน้ำมันรถ หรือค่ารถโดยสารสาธารณะ หากเราต้องเดินทางในระยะไกล ค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องเสียไปจากการเดินทางนั้นจะเพิ่มมากขึ้น ยิ่งหากบ้านที่จะซื้ออยู่ไกลจากชุมชน โรงพยาบาล ร้านค้า ตลาด หรือห้างสรรพสินค้า เราต้องคิดให้รอบคอบกับค่าเดินทางที่ต้องเสียไปด้วย 5.งบประมาณที่ต้องใช้ในการตกแต่งภายนอก หาเราซื้อบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ซึ่งมีพื้นที่ภายนอก เราต้องคิดเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปกับการดูแลภายนอกตัวบ้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน สนาม โรงรถ การดูแลสิ่งเหล่านี้ อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกมาก บางคนเลือกที่จะตกแต่งภายนอก หรือตกแต่งสวนด้วยตัวเอง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในจุดนี้ ก็สามารถทได้เช่นกัน ที่มา : http://homezoomer.com, http://home.sanook.com/ อ่านต่อ

ซื้อบ้านหลังแรก เลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

จะเลือกซื้อบ้านหลังแรกเป็นของตัวเองทั้งที เราก็ควรต้องพิจารณาให้รอบคอบมากที่สุด ซึ่งไม่เพียงแต่เรื่องทำเลสถานที่ การคมนาคมที่สะดวกสบาย และปัจจัยแวดล้อมรอบบ้านที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษเท่านั้น แต่ตัวบ้านเองก็ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน ดังนั้นใครที่กำลังจะเลือกซื้อบ้านหลังแรก ลองมาดูข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อบ้านต่อไปนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า คุณจะได้เลือกซื้อบ้านได้ตรงกับความต้องการ และอยู่สบายกันทั้งครอบครัวค่ะ 1. ตรวจสอบระบบ HVAC ภายในตัวบ้าน ระบบ HVAC (Heating, Ventilation and Air Conditioning) คือ การออกแบบกระบวนการวางระบบความร้อน ความเย็น และการระบายอากาศภายในอาคารบ้านเรือน ซึ่งมักจะพ่วงติดมากับการออกแบบสร้างบ้านตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดังนั้นคุณก็แค่มีหน้าที่ตรวจสอบระบบ HVAC ภายในบ้าน โดยดูว่าระบบ HVAC อยู่ในจุดที่จะระบายความร้อนภายในตัวบ้าน และรับลมจากธรรมชาติด้านนอกดีแค่ไหน หรือถ้าจะให้ชัวร์ เลือกบ้านที่มีหน้าต่างรอบบริเวณ และติดตั้งพัดลมระบายอากาศไว้ในจุดอับทุกที่ด้วยก็ดีค่ะ 2. ดีไซน์ของตัวบ้าน และการตกแต่งภายใน สำหรับใครที่จะเลือกซื้อบ้านแบบตกแต่งเสร็จ พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที เรื่องการออกแบบบ้าน และการตกแต่งภายในคงเป็นประเด็นแรก ๆ ที่คุณจะคำนึงถึง แต่เรื่องแบบนี้ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคน ฉะนั้นเพียงแค่เห็นบ้านแล้วปิ๊ง ก็น่าจะพอให้ตัดสินใจเรื่องอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นเยอะแล้วล่ะ 3. พยายามอย่าคิดเล็กคิดน้อย น่าจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้วล่ะว่า เมื่อเราต้องการเลือกซื้อบ้านตกแต่งเสร็จ เราอาจจะมีปัญหากับเรื่องจุกจิก เช่น ไม่ถูกใจลายกระเบื้องห้องครัว เป็นต้น แต่พยายามอย่าคิดเล็กคิดน้อยในเรื่องนี้ดีกว่าค่ะ เพราะถ้าคุณรับไม่ได้จริง ๆ กับสไตล์การตกแต่งบางอย่างในบ้าน เราก็สามารถมาปรับเปลี่ยนได้เองในภายหลัง โดยแจ้งให้ทางโครงการทราบความต้องการของเรา และรอตัดสินใจในกระบวนการจัดการขั้นต่อไปดีกว่า 4. ใส่ใจเพื่อนบ้านรอบข้างด้วย ต่อให้บ้านสวยเลิศเลอแค่ไหน แต่ถ้าสังคมรอบ ๆ บ้าน รวมทั้งเพื่อนบ้านของคุณไม่น่าประทับใจเท่าไร ก็อาจจะลดความสุขของคุณ และคนในครอบครัวได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนตัดสินใจเลือกซื้อบ้านสักหลัง ลองสืบข้อมูลของเพื่อนบ้าน และสังคมโดยรอบบ้านของคุณเอาไว้เป็นประเด็นประกอบการตัดสินใจด้วยก็ดีจ้า 5. ความน่าเชื่อถือของโครงการ ถึงแม้ปัจจุบันจะมีโครงการบ้านจัดสรรให้เลือกมากมาย พร้อมบริการติดต่อขอสินเชื่อให้เสร็จสรรพ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณอย่าลืมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโครงการต่าง ๆ ให้ดี ทั้งชื่อเสียงของบริษัท เสียงตอบรับจากลูกบ้าน รวมถึงปัญหาต่าง ๆ ของโครงการก่อน ๆ เพื่อจะนำมาเป็นจุดสังเกตและพิจารณาเลือกบ้านหลังแรกของคุณให้ถี่ถ้วน 6. อย่าหลงคำเซลส์ ในการซื้อบ้านหลังแรก คุณอาจจะเก้ ๆ กัง ๆ ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะสอบถามข้อมูลอะไรบ้าง และเมื่อได้เจอกับเซลส์ขายบ้านที่พูดจาหว่านล้อมเอาอกเอาใจ ก็อาจทำให้คุณเป็นปลื้มในการบริการ จนตัดสินใจวางมัดจำบ้านไปแบบง่าย ๆ และไม่ได้ตรวจสอบให้ละเอียดเนื่องจากไว้ใจเซลส์ ทางที่ดีคุณควรใจแข็งเอาไว้ก่อน สอบถามข้อมูลจากเซลส์ให้แน่ชัดแล้วกลับมานั่งคิด นอนคิดตัดสินใจที่บ้าน ไม่อย่างนั้นอาจจะได้บ้านที่ไม่ตรงตามความต้องการจนเสียเงินจองไปฟรี ๆ 7. เช็กเครดิตเรื่องการเงินดีหรือยัง แน่นอนว่าการซื้อบ้าน คุณจะต้องขอกู้เงินหลักล้านกับธนาคาร ซึ่งมีกฎเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่มากมาย ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่เสียเงินดาวน์บ้านไปฟรี ๆ ก็ควรเตรียมเครดิตให้พร้อม หรือลองตรวจสอบเครดิตบูโรของตัวเองดูก่อน ว่ามีโอกาสกู้ซื้อบ้านผ่านหรือไม่ ไม่อย่างนั้นหากกู้ไม่ผ่านเงินจองและเงินดาวน์ที่จ่ายไป อาจจะหายวับไปกับตาเลยล่ะ ในเมื่อใคร ๆ ก็อยากมีบ้านที่ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นบ้านที่ให้ทั้งความอุ่นใจ สบายกายเมื่ออาศัยอยู่ เราก็ต้องพิจารณาเลือกซื้อบ้านกันอย่างรอบคอบที่สุดนะคะ ที่มา : home.kapook.com, homezoomer.com อ่านต่อ

อัพเดทอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน กู้ซื้อบ้าน

เรื่องซื้อบ้านกับการกู้สินเชื่อเรียกได้ว่าเป็นของคู่กัน แล้วจะเลือกกู้ซื้อบ้านกันธนาคารไหนดี? หายห่วงได้ ทีมงานได้รวบรวมข้อมูลอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน อัพเดทประจำเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2560 จากหลากหลายธนาคาร เช่น ธ.กสิกรไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย ธ.ออมสิน ธ.ทหารไทย ธ.กรุงศรีอยุธยา มาเปรียบเทียบให้เห็นกันไปเลย ที่ไหนให้สินเชื่อกู้ซื้อบ้านคิดดอกเบี้ยต่ำสุด มีเงื่อนไขอะไรบ้างเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการพิจารณาเลือกสินเชื่อ สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อบ้าน หรือ คอนโด ได้ง่ายขึ้น พร้อมตัวช่วยในการคำนวณผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน *อัตราสินเชื่อบ้านโดยส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงไม่บ่อยมากนัก ประมาณ 1 ไตรมาสหรือครึ่งปีต่อครั้ง ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันระหว่างธนาคารแต่ละที่ด้วย เริ่มต้นเดือนที่ 2 ของไตรมาสแรก แต่ธนาคารต่างๆ นั้นยังคงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเดิม สำหรับฝั่งธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ (BฺBL) ยังคงมีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดหรือ 5.08% (ภายใต้โครงการที่ธนาคารวางเงื่อนไข) ส่วนฝั่งของธนาคารรัฐยังเป็นเจ้าเดิมที่ครองอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดนั่นคือ ธนาคารทหารไทย (TMB) ที่ 4.25% สำหรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของธนาคารอื่นเราสรุปมาให้ในตารางด้านล่างนี้ อัพเดทตารางอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ บ้าน - คอนโด ของธนาคารพาณิชย์ เดือน กุมภาพันธ์ 2560 *** อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน เฉลี่ย 3 ปีแรก คำนวณแบบค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์เท่านั้น*** ข้อมูลที่น่าสนใจ ของธนาคารที่เสนออัตราดอกเบี้ยต่ำสุดในเดือนนี้ได้แก่ ธนาคารทหารไทย และธนาคารออมสิน โดยปล่อยวงเงินกู้สูงสุดถึง 85 - 100% ของราคาประเมิน ที่มาอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเฉลี่ย 3 ปี แรก* - ธนาคารทหารไทย กำหนดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 4.25%  ปีที่ 2 4.25% ปีที่ 3 4.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.25% - ธนาคารออมสิน กำหนดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.25% ปีที่ 2 MRR-2.00% ปีที่ 3 MRR-0.75%  โดยมี MRR=7.125% ทำให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.25% ที่มา : ddproperty.com อ่านต่อ

ขั้นตอนง่ายๆ ในการตรวจรับบ้านและคอนโดด้วยตนเอง

ไม่ว่าคุณจะเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่ออยู่อาศัยก็ตาม จำนวนเงินที่เจียดออกมาผ่อนจากเงินเดือนแต่ละเดือนเรียกได้ว่าไม่น้อยเลยนะคะ ยิ่งหากซื้อบ้านมาแล้วต้องมาตามเก็บซ่อมจุกจิกกวนใจ เสียทั้งเวลาและเงินอีกคงเป็นเรื่องชวนเซ็งไม่น้อย ไหน ๆ จะซื้อบ้านอยู่ทั้งที เรามาลองศึกษาวิธีการตรวจรับบ้านก่อนโอนด้วยตัวเองดีกว่าค่ะ โดยการตรวจสอบนี้จะแบ่งออกเป็นหมวดต่าง ๆ ทั้งหมด  10 หมวดด้วยกัน ซึ่งในส่วนของผู้ที่ซื้อคอนโดก็ให้ตัดหมวดของหลังคา โครงสร้างบันได และบริเวณรอบนอกออกไปนั่นเอง เรามาลองเช็คตามกันทีละหมวดดังนี้เลยค่ะ การตรวจงานในหมวดหลังคา 1. ในส่วนของกระเบื้องหลังคา แนวการมุงต้องดูเรียบไม่โก่ง กระเดิด ไม่อ้าหรือกระเบื้องมีรอยแตกร้าว โดยอาจใช้กล้องส่องดูก็ได้ หรือจะใช้วิธีเปิดฝ้าเพดานชั้นบนสุดออก เพื่อดูใต้หลังคาว่าไม่มีแสงส่องเข้ามาผ่านทางกระเบื้องที่แตกร้าวนั่นเอง 2. ครอบหลังคา ต้องใช้กล้องส่องดูว่าไม่มีรอยแตกร้าว หรือเลอะคราบปูน ตัวปูนยาแนวต้องเป็นเส้นตรง และทาสีเดียวให้กลมกลืนกับสีของหลังคาให้เรียบร้อยด้วย 3. การตรวจเหล็กโครงหลังคาให้เปิดฝ้าชั้นบนสุดดู โครงต้องไม่บิดไม่แอ่น และต้องทาสีกันสนิมให้ทั่ว ยิ่งโดยเฉพาะรอยเชื่อม เพื่อป้องกันความชื้นทำให้เกิดสนิมได้ 4. ในส่วนของฉนวนกันความร้อนนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือชนิดที่ปูทับแป และชนิดที่ปูติดกับแผ่นยิปซั่ม แต่ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน ต้องปูเต็มพื้นที่หลังคา ไม่หลุดหรือฉีกขาดด้วยค่ะ 5. ปั้นลมหรือไม้ที่ปิดทับหน้าจั่วด้านนอกอีกชั้น ต้องมีรอยต่อที่สนิทและทาสีเรียบร้อยสวยงาม 6. เชิงชายหรือไม้ที่ปิดทับชายคาด้านรางน้ำฝน  ต้องมีรอยต่อที่สนิทและทาสีเรียบร้อยสวยงามอีกเช่นกัน 7. ปิดนก หรือไม้สำหรับปิดกันนกเข้าไปทำรังใต้หลังคา มีลักษณะเป็นลอนตามโค้งของลอนกระเบื้อง ผลิตจากไม้หรือพลาสติก  การติดตั้งต้องมีความสนิทแนบกับลอนของกระเบื้อง หากอยู่สูงจากระดับสายตามากเกินไป ก็ควรใช้กล้องส่องดู การตรวจงานในหมวดฝ้าเพดาน 1. ฝ้าเพดานทุกแผ่นต้องไม่มีรอยแตกร้าว รอยต่อระหว่างแผ่นต้องเรียบเนียน ไม่มีคราบเลอะ สีที่ทาต้องเรียบสม่ำเสมอไม่เป็นเม็ด 2. ระดับความสูงจากพื้นถึงฝ้าตาม พรบ. วัดแล้วต้องไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร 3. บริเวณรอยต่อเข้ามุมของบัวฝ้าเพดานต้องเรียบสนิท ไม่เห็นหัวตะปู และทาสีเรียบเนียนสม่ำเสมอทั่วกัน 4. สำหรับฝ้าเพดานในส่วนห้องน้ำต้องเป็นฝ้ากันชื้น โดยดูจากด้านบนของฝ้าต้องเป็นชนิดสีเขียว 5. ฝ้าเพดานในห้องน้ำต้องทำช่องเซอร์วิสไว้สำหรับเปิดดูระบบท่อต่าง ๆ เพื่อให้ซ่อมบำรุงได้อย่างสะดวก การตรวจงานในหมวดผนังภายใน 1. ผนังต้องไม่มีรอยแตกร้าว หากพบต้องแก้ไขโดยการสกัดปูนออกเป็นแนวตามรอยร้าวกว้าง 1 เซนติเมตร แล้วเก็บปูนฉาบพอแห้งแล้วทาสีทับให้เรียบสนิท 2. ปูนฉาบต้องเรียบสนิทไม่เป็นลอนคลื่น ไม่เป็นเม็ด สีสันต้องสม่ำเสมอ ไม่มีผิวด่าง หรือมีคราบสกปรกให้เห็น 3. บริเวณขอบมุมสันปูนและเซี๊ยมต้องเป็นเส้นตรงและคมไม่บิ่นหรือมีรอยแตก 4. เมื่อใช้เหรียญหรือไม้เคาะ ผนังต้องไม่เป็นโพรงหรือร่อน หากพบให้ทำการสกัดแล้วฉาบใหม่ 5. ผนังกรุวอลล์เปเปอร์ ต้องเรียบสนิทไม่เกิดเป็นเม็ด หรือรอยต่อไม่สนิท รวมทั้งต้องเข้ามุมให้เรียบร้อยด้วย การตรวจงานในหมวดผนังภายนอก 1. ขั้นแรกให้ตรวจสอบตามหมวดผนังภายในตั้งแต่ข้อ 1-4 แล้วตรวจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ 2. บริเวณบัวเชิงผนังโดยรอบต้องไม่แตกร้าว รอยต่อต้องเรียบสนิททาสีสม่ำเสมอสวยงาม 3. บริเวณใต้ท้องคาน ใต้ขอบผนัง รวมทั้งใต้ขอบระเบียง ต้องทำเซาะร่องบัวหยดน้ำ ป้องกันน้ำไหลเอาคราบสกปรกมาเกาะใต้ท้องคาน 4. ในส่วนของปูนฉาบด้านล่างต้องฉาบให้สุดท้องคานคอดิน ที่เมื่อปรับระดับดินแล้วต้องมองไม่เห็นส่วนที่ไม่ฉาบ การตรวจงานในหมวดประตู 1. วงกบประตูไม้ต้องมีความเรียบ สันไม่บิ่น เข้ามุมวงกบได้ฉากสนิท ทำสีเรียบร้อยไม่มีรอยด่าง 2. บริเวณด้านข้างวงกบรวมไปถึงผนังปูนโดยรอบ ต้องไม่มีรอยแตก หรือหากมีต้องแยกแนวให้สนิทเรียบร้อยทั้งหมด 3. ผิวบานประตูที่ทาสีต้องไม่เห็นลายเนื้อไม้ สีไม่เป็นด่าง หรือมีคราบสกปรกเลอะเทอะ 4. สังเกตดูบริเวณขอบบานสันประตูทั้ง 4 ด้าน ต้องทาสีให้เรียบร้อย โดยมากช่างมักจะเว้นด้านบนและด้านล่างเอาไว้เพราะลูกค้าอาจไม่เห็น ให้ใช้กระจกเงามาส่องดู ยิ่งหากเป็นบานในห้องน้ำแล้ว ยิ่งต้องทาส่วนขอบล่างด้วย เพราะเป็นส่วนที่โดนน้ำได้ง่าย อาจทำให้ประตูบวมได้ แต่หากเป็นประตู PVC ก็ไม่จำเป็นต้องทา 5. บานประตูต้องปิดได้สนิท แต่ไม่เสียดสีจนบานขบกัน บานประตูต้องไม่บิด และมีร่องห่างระหว่างบานกับวงกบไม่เกิน 3 มม. และบานต้องไม่ตกด้วย 6. บานพับประตูต้องใส่สกรูให้ครบและมีสีเดียวกับตัวบาน อุปกรณ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกบิด ล็อก สตอปเปอร์ ต้องอยู่ในสภาพใหม่ ใช้งานได้ดี ติดตั้งแน่นหนาพร้อมใช้งาน 7. ในส่วนของชุดประตูอลูมิเนียมนั้น ผิวอลูมิเนียมต้องปราศจากรอยข่วน ไม่มีสีเลอะ สีลอก เก็บซิลิโคนรอบกรอบเรียบร้อย ยางขอบกระจกต้องไม่ปลิ้นออกมา และที่สำคัญมากและช่างกระจกมักละเลยคือ สักหลาดช่องขอบกระจก และท้ายบานแนวตั้ง ซึ่งช่วยป้องกันบานกระพือ ทำให้บานประตูปิดได้สนิทขึ้นด้วย 8. หากเป็นชุดประตูบานเลื่อน ล้อเลื่อนต้องไม่ฝืด เสียงไม่ดัง และเลื่อนชนผนังได้สนิท หากไม่สนิทต้องปรับน๊อตล้อให้สนิท การตรวจงานหมวดหน้าต่าง ตรวจเหมือนหมวดงานประตูทุกข้อ การตรวจงานหมวดพื้นห้อง 1. พื้นลามิเนตรอยต่อต้องสนิทกันทั้งผืน อนุโลมให้มีร่องห่างได้ไม่เกินความหนาของกระดาษ A4 แผ่นเดียวเท่านั้น 2. เวลาเดินผ่านไปบนพื้นต้องไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าด พื้นไม้ยุบตัวมากเกินไป (โดยทั่วไปแล้วพื้นจะยุบตัวเล็กน้อยเพราะด้านล่างจะซับด้วยโฟมแผ่นบางๆ) 3. รอยต่อของบัวเชิงผนังต้องสนิทเรียบร้อย การติดบัวควรใช้กาว แต่หากต้องใช้ตะปูก็ต้องเก็บรอยหัวตะปู รอยโป๊ว และทำสี 4. ลองเหยียบบริเวณใต้บัวเชิงผนังดู พื้นบริเวณนี้ต้องไม่ยุบ ไม่มีฝุ่นฟุ้งขึ้น และเก็บยาแนวต้องเรียบร้อยสม่ำเสมอ 5. หากเป็นพื้นกระเบื้อง ต้องเคาะไม่เป็นโพรง (เวลาของแข็ง ๆ ตกใส่จะได้ไม่แตก) รอยต่อต้องเรียบเนียนไม่สะดุด ยาแนวสะอาด และเป็นเส้นตรง การตรวจงานหมวดระเบียง 1. ตรวจเช็คพื้นกระเบื้องเหมือนหมวดพื้น และต้องเช็ค Slope ความลาดเอียงของพื้นต้องเทลาดไปทางรูน้ำทิ้ง น้ำจะได้ไม่ขัง การตรวจงานหมวดบันได 1. ในกรณีที่บ้านชั้นบนมีพื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 300 ตร.ม. ขนาดของลูกนอนต้องไม่น้อยกว่า 22.5 ซม. ขนาดของลูกตั้งสูงไม่เกิน 20 ซม. และความกว้างบันไดจากผนังถึงราว 90 ซม. ความสูงจากลูกนอนจนถึงฝ้าเพดาน 1.90 เมตร การตรวจงานหมวดห้องน้ำ 1. สายน้ำดีที่ต่อเข้าสุขภัณฑ์ต้องมีสต๊อปวาล์วทุกจุด เพื่อไว้เปิด-ปิดในการซ่อมแซมได้ 2. ตรวจพื้นกระเบื้องเหมือนในหมวดพื้น และ Slope หรือความลาดเอียงต้องเทไปทางรูระบายน้ำ ทดสอบด้วยการราดน้ำดูอย่าให้มีน้ำขังบนพื้นห้องน้ำ 3. ทดสอบว่าน้ำรั่วหรือไม่ด้วยการปิดวาล์วน้ำทั้งหมดแล้วดูมิเตอร์ หากยังหมุนอยู่แสดงว่าน้ำรั่ว การตรวจงานหมวดไฟฟ้า 1. ตรวจสอบสายดินกันไฟดู และการเข้าสาย L-N ด้วยการใช้มิเตอร์วัด 2. ตรวจสอบดูสายของสวิทช์และดวงโคม โดยจะใช้สายขนาด 1.5 sq.mm. 3. ตรวจสอบขนาดของสายปลั๊ก โดยมาตรฐานจะใช้ขนาด 2.5 sq.mm. 4. ตู้คอนโทรลหรือตู้ควบคุมไฟฟ้า ควรอยู่ในระดับที่มือผู้ใหญ่เอื้อมถึงได้  เพื่อความสะดวกในการซ่อมบำรุง หรือปิด-เปิดได้เวลาไม่อยู่บ้านนาน ๆ 5. สายเมนที่ต่อกับมิเตอร์ไฟขนาด 15(45) ควรใช้สายเมนขนาด 16 sq.mm. และสำหรับสายดินจะใช้ขนาด 10 sq.mm. เชื่อมต่อกับหลักดินยาวไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร หลักการตรวจสอบบ้านทั้งหมดนี้ คุณผู้อ่านสามารถนำไปตรวจสอบบ้านเองได้ในเบื้องต้นก่อนรับโอนค่ะ  แต่หากต้องการความมั่นใจจะว่าจ้างผู้ตรวจสอบมืออาชีพเข้าไปช่วยตรวจสอบด้วยก็จะเพิ่มความมั่นใจได้อีกมากเลยทีเดียว ที่มา : homenayoo.com อ่านต่อ

ผ่อนคอนโด ฉบับมนุษย์เงินเดือน รวมขั้นตอนการกู้ซื้อ และวิธีอย่างละเอียด

“เงินเดือนเท่านี้ สามารถซื้อผ่อนคอนโดได้ราคาเท่าไร” มักจะเป็นคำถามแรก ๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวของคนที่จะซื้อคอนโด การปล่อยกู้สินเชื่อคอนโดโดยดูที่กำลังผ่อน 1 ใน 3 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว การที่จะได้คอนโดซักห้องก็จะต้องเตรียมเงิน เตรียมใจ และเตรียมแรง มากกว่าที่ผู้อยากมีคอนโดหลังแรกวาดฝันเอาไว้ เรามาดูกันดีกว่าว่าตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงผ่านการอนุมัติสินเชื่อ มนุษย์เงินเดือนจะต้องเจอกับอะไรกันบ้าง 1. เงินจอง คือเงินก้อนแรกที่จะต้องจ่าย เมื่อเราได้คอนโดมิเนียมที่ถูกใจแล้ว และเราตั้งใจที่จะซื้อที่นี่จริง ๆ เงินก้อนแรกที่เราจะต้องจ่ายคือเงินจอง ซึ่งค่าจองก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละที่ โดยส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่ 10,000 บาท สำหรับโครงการที่เสร็จแล้วพร้อมอยู่ แต่สำหรับโครงการที่ยังไม่เสร็จ หรืออยู่ในช่วงพรีเซล ก็จะมีการทำสัญญาเพื่อผ่อนดาวน์ ซึ่งตรงนี้จะยังไม่สามารถทำเรื่องกู้สินเชื่อธนาคารได้ จะเป็นการจ่ายให้กับทางโครงการโดยตรง เงินจำนวนนี้จึงไม่มีอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้อยากให้คุณผู้อ่านดูสัญญาให้ดี ๆ เพราะในบางโครงการจะระบุเอาไว้ว่า ถ้ากู้ไม่ผ่าน หรือโครงการเสร็จล่าช้า จะคืนเงินหรือชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วย 2. เงินเดือนเท่านี้ ผ่อนคอนโดเดือนละเท่าไร กู้ซื้อคอนโดราคาเท่าไรได้บ้าง ข้อมูลปัจจุบันจะคิดง่าย ๆ จะตกหมื่นละล้าน เช่น ถ้าเงินเดือนเรา 15,000 บาท ก็จะกู้ได้ประมาณ 1.5 ล้านบาท นี่คือมูลค่าที่กู้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นมูลค่าที่เหมาะสมต่อการผ่อน เนื่องจากการผ่อนจะตกอยู่ที่ล้านละ 7,000 บาท หมายความว่า ถ้าคอนโดราคา 1 ล้านบาท ต้องผ่อน 7,000 บาทต่อเดือน ราคา 2 ล้านบาท ต้องผ่อน 14,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น หากซื้อคอนโดในราคาเต็มพิกัด ความสามารถของเงินเดือนเลยอาจจะตึงเกินไป คนส่วนใหญ่จึงนิยมที่จะใช้ 1 ใน 3 ของเงินเดือนเป็นความสามารถในการผ่อน เช่น เงินเดือน 15,000 บาท 1 ใน 3 ของเงินเดือนคือ 5,000 บาท สามารถกู้คอนโดได้ในราคา 770,000 บาท 3. ยื่นเรื่องกู้สินเชื่ออย่างไรให้ผ่านง่าย ด้วยวิธีง่าย ๆ ในการสร้างเครดิต ทางที่ดีที่สุดของการยื่นกู้แล้วผ่านได้ง่าย ๆ คือต้องไม่มีหนี้ค้างชำระปรากฏในฐานข้อมูลเครดิตบูโรของเราเลย และข้อมูลเครดิตบูโรของเราไม่ควรมีประวัติด่างพร้อยด้วย การที่จะยื่นกู้แล้วผ่านได้ง่ายจึงต้องเตรียมตัวตามขั้นตอนดังนี้ 3.1 มีข้อมูลในเครดิตบูโร หมายความว่าเราต้องเคยยื่นกู้อะไรสักอย่างกับสถาบันการเงิน ได้รับการอนุมัติ ชำระตรงทุกงวด และควรชำระหนี้นั้นจนหมดไปแล้ว  หรือถ้าจะให้ง่ายที่สุดคือต้องมีบัตรเครดิตสักใบหนึ่ง มีการใช้จ่ายทุกเดือนเป็นเวลาอย่างต่ำ 6 เดือน และทุกเดือนควรจ่ายเต็มวงเงิน ไม่จ่ายขั้นต่ำ เพราะการมีหนี้คงค้าง ธนาคารจะนำหนี้เหล่านั้นไปคิดด้วย ส่วนสาเหตุที่ต้องมีข้อมูลการชำระหนี้ปรากฏในเครดิตบูโรนั้น เป็นเพราะว่าธนาคารจะทราบภาระหนี้ของเราได้จากเครดิตบูโรเพียงอย่างเดียว และข้อมูลเหล่านี้จะบ่งบอกถึงวินัยในการชำระหนี้ด้วย  3.2 หากจ่ายบัตรเครดิตไม่เต็มวงเงิน หรือจ่ายขั้นต่ำบ่อย ๆ แต่สามารถจ่ายเต็มได้ในงวดล่าสุด ในกรณีที่ต้องการยื่นกู้สินเชื่อคอนโดเลย แนะนำให้ยกเลิกบัตรไปก่อน และรอ 30 - 45 วัน จึงยื่นกู้  เนื่องจากต่อให้ในงวดสุดท้ายเราชำระเต็ม แต่ธนาคารจะมองย้อนหลังไป 6 เดือน และนำหนี้คงค้างใน 6 เดือนนั้นมาคิดรวมกับความสามารถในการผ่อนชำระด้วย การปิดบัตรไปเลยจะทำให้ธนาคารเห็นสถานะว่าบัตรถูกปิด และไม่นำข้อมูลบัตรเครดิตมาคิด แต่ถ้าหากยังต้องการใช้บัตรเครดิตอยู่ หลังจากที่ธนาคารอนุมัติแล้ว สามารถเปิดบัตรเครดิตได้ทันที เพราะบัตรเครดิตเองจะมีกระบวนการยื่นขอตรวจเครดิตบูโรซึ่งในช่วงก่อน 30 วัน หลังจากที่ธนาคารอนุมัติสินเชื่อคอนโด เครดิตบูโรจะยังไม่อัพเดท และสินเชื่อบัตรเครดิตก็ยังมองไม่เห็นข้อมูลนี้เช่นกัน  3.3 ผ่อนของให้หมด ก่อนยื่นกู้ การผ่อนของอะไรก็ตามแม้ว่าจะ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 10 เดือน โดยเฉพาะผ่านบัตรเครดิต ยอดของการผ่อนในแต่ละงวดธนาคารจะนำมาคิดด้วย เช่น ผ่อนของเดือนละ 2,000 บาท ธนาคารจะนำไปลบจากวงเงินกู้ของเรา จากกู้ได้ 1.5 ล้าน ก็จะเหลือ 1.3 ล้าน ดังนั้นก่อนยื่นกู้สินเชื่อควรผ่อนของให้หมดก่อน หรือโทรคุยกับบัตรเครดิตเพื่อขอชำระยอดผ่อนของทั้งหมดก็ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเราไม่เหลือยอดผ่อนของแล้ว อาจจะต้องรอประมาณ 30 - 45 วัน หลังจากนั้นเพื่อให้ข้อมูลปรากฏบนเครดิตบูโรของเรา  3.4 ติด  Black list ลองคุยกับธนาคารที่ยื่นกู้ ปกติแล้วคนที่มีประวัติการติด Black list จะต้องรอประมาณ  2 ปี เพื่อให้ประวัตินั้นหายไปจากฐานข้อมูลเครดิตบูโร แต่จริง ๆ แล้วหากเรามั่นใจในความสามารถในการผ่อนชำระ และฐานะทางการเงิน สามารถเข้าไปขอคุยกับธนาคารเพื่อเตรียมตัวและให้ธนาคารพิจารณาเป็นเคส ๆ ไปได้เช่นกัน ซึ่งมีลูกค้าหลายคนที่ติดแบล็คลิสแต่ก็ยังสามารถกู้สินเชื่อคอนโดผ่านได้อยู่ไม่น้อย 3.5 เป็นผู้ค้ำประกันให้บุคคลอื่นไม่มีผล จนกว่าผู้กู้ที่เราค้ำให้จะผิดสัญญา จ่ายไม่ตรงเวลา หรือติด Black list การเป็นผู้คำประกันค่อนข้างเสี่ยงมาก เพราะเป็นตัวแปรที่เราควบคุมได้ยาก ถ้าผู้กู้จ่ายหนี้ตรงเวลาข้อมูลจะไม่ขึ้นในเครดิตบูโรของเรา แต่ถ้าหากมีการผิดชำระ โดยเฉพาะติดแบล็คลิส หนีหนี้ แน่นอนว่าข้อมูลนี้จะไปปรากฏบนเครดิตบูโรของเราแน่นอน และจะทำให้ธนาคารไม่มั่นใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้เราอย่างแน่นอน 3.6 เงินเก็บ และรายการเดินบัญชี บางธนาคารไม่ได้พิจารณาในจุดนี้มาก แต่บางธนาคารก็ต้องการที่จะดูเพื่อความมั่นใจเช่นกัน เพราะเงินเก็บเหล่านี้จะต้องนำมาจ่ายให้กับค่าใช้จ่ายจิปาถะที่มากับการซื้อคอนโด เช่น ค่าโอน ค่าจดจำนอง ค่ากองทุน ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่ค่าตกแต่ง การมีรายได้ที่ต่อเนื่อง มีเงินเก็บ และรายการเดินบัญชีที่ไม่ผิดปกติ จะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ธนาคารตัดสินใจปล่อยกู้ให้เราได้ง่ายขึ้น  3.7 การยื่นขอดูเครดิตบูโรบ่อยอาจจะมีปัญหา เนื่องจากทุกครั้งที่เรายื่นกู้ ไม่ว่าจะรถ บ้าน หรือบัตรเครดิต ทางผู้ให้สินเชื่อจะทำการตรวจสอบโดยการยื่นขอดูเครดิตบูโร และข้อมูลการขอดูเครดิตบูโรจะปรากฏภายใน 30 - 45 วันให้หลัง หากมีการยื่นขอดูอย่างต่อเนื่อง ธนาคารอาจจะคิดว่าเราอาจจะเปิดบัตรเครดิตเพิ่ม หรือมีการกู้อย่างอื่นก่อนหน้า ทำให้ธนาคารชะลอการปล่อยกู้ หรือไม่อนุมัติเลยได้เช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้แนะนำว่า เวลากู้สินเชื่อคอนโดให้ยื่นไปหลาย ๆ ธนาคารพร้อมกันเลย เพราะในช่วงเวลาเดียวกันธนาคารจะตรวจหากันไม่เจอ สำหรับสินเชื่อเพื่อตกแต่งหรือสินเชื่ออื่น ๆ เช่นบัตรเครดิต หลังจากที่สินเชื่อคอนโดอนุมัติตามที่เราต้องการแล้วก็ให้ยื่นกู้ต่อไปได้เลย เพราะข้อมูลการผ่อนคอนโดของเรายังไม่ปรากฏ 4. ฐานเงินเดือนถึง แต่ธนาคารปล่อยกู้ที่เท่าไร? การปล่อยกู้ของธนาคารจะใช้หลาย ๆ ปัจจัยเป็นส่วนประกอบ ถ้าอันไหนที่ลงล็อกธนาคารจะปล่อยตัวนั้น ดังนั้นจึงขอแยกเป็นหัวข้อย่อยกันก่อน ขอให้ผู้อ่านลองไล่ดูแต่ละข้อ เพราะทุกปัจจัยจะส่งผลอัตราเงินกู้ที่ธนาคารจะยอมปล่อยด้วย  4.1 ปล่อยสินเชื่อตามราคาประเมินหรือราคาซื้อขายจริง ธนาคารจะตรวจสอบราคาของคอนโดจาก 2 ช่องทางเป็นหลัก หนึ่งคือให้เจ้าหน้าที่ไปประเมินราคาโดยดูจากที่ดินและสภาพตึก ซึ่งบางธนาคารจะใช้ฝ่ายประเมินของตัวเอง ส่วนบางธนาคารก็จะใช้ทีมงานที่เป็น Outsource ธนาคารจะนำราคาประเมินมาเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายจริง หากราคาไหนต่ำกว่าธนาคารจะยึดการปล่อยกู้ที่ราคานั้น 4.2 ปล่อยกู้ 100% หรือ 80% การที่ธนาคารยึดการปล่อยสินเชื่อตามราคาซื้อขายจริงหรือราคาประเมิน ยังต้องนำมาคิดกับนโยบายของธนาคารต่อโครงการนั้น ๆ ด้วย ว่าธนาคารจะปล่อยกู้ให้คอนโดนั้น ๆ ที่ 100% หรืออื่น ๆ ธนาคารที่ปล่อยกู้ไม่ถึง 100% ของราคาซื้อขายจริงหรือราคาประเมิน เกิดจากการที่ธนาคารไม่ได้มีการทำโปรโมชั่น หรือไม่ได้เข้าร่วมกับคอนโดมิเนียมโครงการนั้น ๆ แต่อย่างไรก็ตามหากคุณผู้อ่านได้เข้าไปคุยกับพนักงานขายของโครงการ ทางโครงการจะแนะนำธนาคารที่สามารถปล่อยกู้ 100% ให้อยู่แล้ว สำหรับคอนโดมือสองส่วนใหญ่ธนาคารจะไม่ปล่อยที่ 100% ส่วนใหญ่จะปล่อยสินเชื่ออยู่ที่ 80% ของราคาซื้อขายจริงหรือราคาประเมิน 4.3 ชื่อเสียงของ Developer มีผลกับการปล่อยกู้ อันนี้จะพลิกจากการประเมินกำลังผ่อนจากฐานเงินเดือนไปเลย เนื่องจากโดยปกติธนาคารจะปล่อยสินเชื่อโดยดูจากกำลังผ่อนต่อเดือน โดยจะคิดอยู่ที่ 60% - 70% แต่ถ้าเป็น Developer ที่ธนาคารให้ความเชื่อถือ จะสูงได้ถึง 80% เลยทีเดียว เช่นเงินเดือน 15,000 กำลังการผ่อนอยู่ที่เดือนละ 10,500 บาท แต่ถ้าเป็น Developer ที่ธนาคารเชื่อถือจะได้ถึง 12,000 ยอดที่กู้ได้จาก 1.5 ล้านบาท จะเป็น 1.7 ล้านบาท 5. ราคาขาย Vs ราคาประเมิน ที่บางครั้งไม่ได้สอดคล้องกัน  5.1 บางโครงการตั้งราคาหลอกสำหรับยื่นกู้เอาไว้  นั่นรวมไปถึงส่วนลดต่าง ๆ ด้วย ซึ่งตรงนี้จะเป็นข้อดีของลูกค้าที่จะได้เงินส่วนต่างหลังจากธนาคารอนุมัติ ไปจ่ายค่าจิปาถะไม่ว่าจะเป็น ค่าโอน ค่าจดจำนอง ค่ากองทุน หรือค่าส่วนกลาง รวมถึงหากธนาคารปล่อยกู้ต่ำกว่านั้น ก็ยังมีโอกาสที่จะครอบคลุมค่าคอนโดด้วย คล้ายกับการตั้งราคาไว้เผื่อต่อ  5.2 ราคาหลอก หรือส่วนลด ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป เนื่องจากหลาย ๆ ธนาคารจะใช้บริษัทประเมินกลาง ซึ่งบริษัทเหล่านี้ข้อมูลค่อนข้างแน่น พวกเขาทราบถึงราคาหลอกหรือส่วนลดที่ทางโครงการให้ และถ้าหากบริษัทมองว่าราคาของโครงการไม่ค่อยน่าเชื่อถือ พวกเขาจะคำนวนโดยยึดราคาที่ดินจากกรมที่ดิน ซึ่งบางครั้งราคาจะต่ำกว่าราคาที่ลดแล้วของทางโครงการอีก ทำให้กลายเป็นภาระของผู้กู้ที่จะต้องหาค่าส่วนต่างมาจ่ายเพิ่มขึ้น  5.3 Developer ชื่อดัง เกรดดี ธนาคารจะมีลิสรายชื่ออยู่ และให้ความมั่นใจหากผู้กู้ผ่อนไม่ไหว ธนาคารสามารถยึดมาแล้วขายต่อได้ในราคาที่ไม่ขาดทุน ดังนั้นโครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ธนาคารจะให้ราคาประเมินเท่ากับราคาซื้อขายจริง 6. โปรโมชั่นของธนาคาร และการทำประกัน   6.1 หลายธนาคารใช้การทำประกันเป็นเหมือนข้อแม้ในการปล่อยสินเชื่อ คือมีการบังคับให้ทำประกัน หรือถ้าทำประกันด้วยการปล่อยสินเชื่อก็จะง่ายขึ้น โดยประกันจะมีสัญญาประมาณ 15 ปี ในบางธนาคารหากเราผ่อนชำระคอนโดหมดภายใน 15 ปี ก็จะได้เงินที่ทำประกันไว้คืน ข้อดีของการประกันคือหากเกิดเหตุร้ายกับคอนโดของเรา หรือกับตัวเราเอง เราสามารถที่จะไม่ผ่อนคอนโดนั้นต่อได้  6.2 การผ่อนชำระกับธนาคารจะผ่อนเท่ากันทุกงวด แบบลดต้นลดดอก โดยการผ่อนในระยะแรกเงินส่วนใหญ่ที่เราจ่ายไปจะกลายไปเป็นค่าดอกเบี้ย และเมื่อจ่ายไปได้ระยะหนึ่งสัดส่วนของเงินต้นจะเพิ่มขึ้นในแต่ละงวด บางธนาคารจะมีโปรโมชั่นกับโครงการใหญ่ ๆ จะมีโปรโมชั่นการผ่อนแบบขั้นบันไดด้วย  6.3 การกู้เพื่อตกแต่ง คือการกู้สินเชื่ออเนกประสงค์ ดอกเบี้ยจะเป็นอีกเรทหนึ่ง และระยะเวลาในการผ่อนก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งเช่นกัน โดยธนาคารแต่ละที่จะกำหนดว่ากู้ได้กี่เปอร์เซนต์ของราคาห้อง ตามแต่โปรโมชั่นของธนาคารนั้น ๆ  6.4 หลัง 3 ปีแรก ดอกเบี้ยที่เคยเป็นดอกเบี้ยตายตัว จะกลายเป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัวซึ่งค่อนข้างสูง ทำให้เงินที่เราจ่ายกลายเป็นดอกเบี้ยซะส่วนใหญ่ หลายคนจึงใช้วิธีไปขอลดดอกเบี้ยกับทางธนาคาร หรือบางคนเลือกที่จะรีไฟแนนซ์กับธนาคารอื่น ซึ่งการรีไฟแนนซ์นั้นอาจจะต้องทำประกันใหม่กับธนาคารอื่น และประกันที่ทำกับธนาคารเดิมสิ้นสุดลง ตรงนี้ลูกค้าเองจะต้องพิจารณากันเอาเอง ว่าการรีไฟแนนซ์จะได้คุ้มเสียหรือไม่ 7. ค่าใช้จ่ายสุดท้ายก่อนเข้าอยู่คอนโดมีอะไรบ้าง และเท่าไร  ค่าใช้จ่ายก่อนเข้าอยู่คอนโดแล้วแต่โปรโมชั่นของตัวโครงการ หากไม่มีโปรโมชั่นลูกค้าจะต้องเตรียมเงินเอาไว้ประมาณ 80,000 - 100,000 บาทเป็นอย่างต่ำ แต่โดยรวมแล้วมีค่าใช้จ่ายปลีกย่อยดังนี้  7.1 ค่าทำสัญญา ค่าใช้จ่ายก็จะอยู่ที่ 30,000 บาทขึ้นไป ตรงนี้จะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับการออกเอกสารสัญญาต่าง ๆ   7.2 ค่ากองทุน บาท/ตร.ม. จะจ่ายครั้งเดียว ก็จะตกอยู่ราว ๆ 10,000 บาทขึ้นไป แล้วแต่โครงการ 7.3 ค่าส่วนกลาง บาท/ตร.ม./เดือน แต่จ่ายเป็นปี และจะเก็บล่วงหน้า 1 ปี ตัวนี้ก็ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไปเช่นกัน 7.4 ค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิ์ 2% ของราคาขาย แต่เรากับโครงการก็จะจ่ายกันคนละครึ่ง พูดง่าย ๆ คือเราออกแค่ 1%  แต่ตรงนี้ต้องรอดูโปรโมชั่น บางโครงการอาจจะฟรีให้เรา 7.5 ค่ามิเตอร์ไฟฟ้า 5,000 บาท การจะมีคอนโดมิเนียมซักห้องหนึ่งเป็นของตัวเองต้องผ่านหลายขั้นตอน ที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งเป็นธรรมดาที่ของราคาล้านกว่าบาทย่อมถูกสร้างมาเพื่อคนที่มีความพร้อมเท่านั้น อย่างไรก็ตามทางเราอยากให้ทางผู้อ่านที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการซื้อคอนโดได้ลองศึกษากันเอาไว้ซักนิด และอย่าลืมสำรองเงินสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างต่ำ 1 แสนบาทเอาไว้ด้วย ที่มา : estopolis.com อ่านต่อ

บาท
ปี
%
อัตราผ่อนต่อเดือน
บาท
บาท
ปี
%
การคำนวณนี้เป็นการประมาณยอดเงินกู้ได้สูงสุด 35% ของรายได้สุทธิ*
อัตราผ่อนต่อเดือน
บาท
เงินกู้
บาท