Top

ที่ปรึกษาด้านการอยู่อาศัย

10 ขั้นตอนในการลงทุนอสังหาให้รวย

    การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กำลังเป็นทางเลือกที่หอมหวานสำหรับคนรุ่นใหม่ เศรษฐีรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยร่ำรวยมาจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เรามาดูกันว่า ขั้นตอนที่นักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จทำเหมือน ๆ กันมีอะไรบ้าง 1. วางแผนให้ดีเยี่ยม – ทุกการลงทุนต้องการแผนที่ดี หลายคนพลาดเพียงเพราะมีเงินเย็นเต็มกระเป๋า แต่ดันลงทุนโดยปราศจากการวางแผนที่รัดกุม ทำให้เงินเย็นที่ควรจะงอกเงย กลายเป็นเงินร้อนและหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย การวางแผนลงทุนในอสังหาก็ไม่ต่างกับการวางแผนธุรกิจทั่วไป จึงต้องมีการกำหนดเป้าหมาย วิเคราะห์ความเป็นไปได้ ศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง และวางกลยุทธ์อย่างเหมาะสมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว 2. ศึกษาตลาดอย่างจริงจัง – ตลาดอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภทหรือแต่ละระดับมีเงื่อนไขการลงทุนที่แตกต่างกัน การที่จะเอาชนะตลาดได้ ก็ต้องศึกษารายละเอียดเชิงลึกของตลาดที่ตัวเองลงทุนอยู่ให้เข้าใจทุกองศา จนสามารถคาดเดาทิศทาง และหาโอกาสทำกำไรได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น พฤติกรรมของผู้บริโภค อัตราการเช่า หรือการซื้อขาย อัตราดอกเบี้ย ปัจจัยบวกและลบของตลาดนั้น ๆ  3. ซื่อสัตย์ตลอดกาล – ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนหรือนักธุรกิจประเภทใด เครดิตเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเมื่อสินค้าของคุณคืออสังหาริมทรัพย์ที่มีอายุผลิตภัณฑ์ยาวนาน ชื่อเสียงความไว้ใจในผลิตภัณฑ์และตัวผู้ให้เช่าหรือผู้ขายก็ยิ่งต้องมั่นคงยาวนานตามไปด้วย ความซื่อสัตย์อาจไม่นำพากำไรง่าย ๆ มาให้คุณในระยะสั้น แต่จะนำพาความสำเร็จที่ยั่งยืนมาให้อย่างต่อเนื่อง 4. ศึกษาความรู้ให้เชี่ยวชาญเฉพาะทางแบบเจาะลึก – หากคุณเลือกดีแล้วว่า จะลงทุนในตลาดแบบไหน ก็ควรจะศึกษาข้อมูลรายละเอียดในตลาดของคุณแบบเจาะลึกที่สุดไปเลย เช่น คุณมีความสนใจและมีความถนัดในตลาดอสังหาระดับลักชัวรี ก็ควรหาความรู้ระดับลึกให้เกิดเป็นความเชี่ยวชาญ เช่น รู้ว่าแหล่งลูกค้าจะมาจากที่ไหน การตัดสินใจขึ้นอยู่กับปัจจัยใด มีช่องทางที่จะรู้ได้ก่อนใครเมื่อมีโครงการที่น่าลงทุนเข้ามาในตลาด รู้ทำเลศักยภาพในอนาคต รู้วิธีสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์ที่คุณลงทุน และรู้ระเบียบกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 5. แบ่งผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ที่นำประโยชน์มาให้ หรือผู้ที่ช่วยแนะนำ – ในการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อขายหรือปล่อยเช่า แม้จะมีช่องทางอิเลคโทรนิคส์ที่ทันสมัยในการนำเสนอสินค้าของคุณเข้าสู่ตลาด มีช่องทางไฮเทคมากมายที่คุณจะได้รับแจ้งว่า มีโครงการใหม่ ๆ ทำเลใดที่น่าลงทุนเพิ่ม แต่ช่องทางของการมีบุคคล (ที่น่าเชื่อถือ) มาแนะนำหรือบอกต่อแบบปากต่อปากนั้นก็ยังมีศักยภาพสูงสุดเสมอ และคุณก็ไม่ควรมองข้ามการให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่นำผลกำไรดี ๆ มาให้คุณ และมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด  6. ศึกษาหาความรู้ไม่หยุดนิ่ง – นักลงทุนที่ฉลาดต้องติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับสินทรัพย์ที่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ แนวโน้มหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นพื้นฐานของธุรกิจ เพื่อให้พร้อมปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบหรือทิศทางเศรษฐกิจตลอดเวลา รวมถึงความรู้ในแง่ที่เกี่ยวกับรสนิยม ความชอบที่เปลี่ยนไป หรือปัจจัยในการตัดสินใจบริโภคของลูกค้า 7. เข้าใจความเสี่ยงที่ต้องรับมือ – โดยทั่วไปถ้าคุณลงทุนในหุ้นหรือกองทุน ก็จะมีคำเตือนให้ระวังความเสี่ยง แต่ไม่มีคำเตือนสำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่ความจริงก็มีความเสี่ยงมากมายพอกัน หากคุณคิดจะลงทุนในอสังหา คุณก็ต้องศึกษาให้ดีว่า อสังหาโดยรวม และอสังหาที่คุณซื้อเพื่อปล่อยขายหรือเช่านั้น จะมีความเสี่ยงใดบ้าง หากประเมินแล้วว่า เป็นความเสี่ยงที่คุณรับได้ และมีแผนที่ดีในการรับมือกับความเสี่ยงนั้น ก็ลุยได้เต็มที่ แต่ถ้าลงทุนเพราะซื้อตามเพื่อน ไม่ได้คิดอะไรมาก คุณอาจต้องช็อคกับความเสี่ยงในแบบที่คุณไม่ได้คิดไว้เหมือนกัน 8. มีระบบบัญชีที่ดีเยี่ยม – มีหลายคนในโลกนี้ที่ขายอะไรได้เยอะแยะ มีเงินผ่านมือมากมาย แต่พอวัดระดับความมั่งคั่งหรือดูผลประกอบการกันจริง ๆ แล้วปรากฎว่า ไม่ยักรวย เพราะไม่ได้มีระบบบัญชีและการเงินที่รัดกุม ถ้าคุณเริ่มต้นจะเป็นนักลงทุนอสังหาระดับเล็ก ๆ ก็ต้องรู้จักศึกษาข้อมูลเรื่องบัญชี - การเงินให้เข้าใจด้วยตัวเอง เพราะมีรายการค่าใช้จ่ายมากมายที่คุณไม่เข้าใจแฝงอยู่และทำให้เงินได้ที่คุณคิดว่าควรจะเป็นกำไรเยอะแยะนั้นเหลือแค่นิดเดียว เช่น ค่าเสื่อม ค่าส่วนกลาง ค่าธรรมเนียม ค่าซ่อมแซม ภาษี รวมไปถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ และถ้าพอร์ตของคุณโตมาก ๆ จนต้องหาผู้ช่วยเก่ง ๆ มาดูบัญชีหลังบ้าน ก็อย่าลืมบวกค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปในต้นทุนของคุณด้วย 9. ใช้ทีมงานหรือผู้ช่วยระดับมืออาชีพ – การลงทุนในอสังหาดูเผิน ๆ เหมือนเป็นเรื่องง่าย หลายคนคิดแค่ดูว่ามีโครงการไหนดี ก็รีบไปซื้อไปจองแล้วก็มาประกาศปล่อยขาย - เช่าในราคาสูงกว่าที่ซื้อมา ทำกำไรสบาย ๆ ไม่เห็นต้องพึ่งใคร แต่ในความเป็นจริง มีรายละเอียดหลายขั้นตอนที่ต้องให้มืออาชีพมาดูแล เช่น ตัวแทนขาย นักกฎหมาย ผู้ออกแบบหรือผู้รับเหมาในกรณีที่คุณต้องปรับปรุงหรือตกแต่งสถานที่ วิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ปวดหัวคือการใช้ผู้ที่มีความสามารถจริง ๆ และคุณควรบวกค่าความสามารถที่เหมาะสมนั้นลงไปในต้นทุนของคุณด้วย 10. สร้างเครือข่ายพันธมิตรที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน – ก๊วนหรือเครือข่ายเป็นสิ่งสำคัญ แม้แต่นักธุรกิจที่ขายของเหมือนกันก็ยังต้องมาจับมือเป็นสมาคมเพื่อเกื้อกูลกัน นักลงทุนอสังหาอย่างคุณก็ต้องการก๊วนพันธมิตรดี ๆ ที่คอยช่วยกันในการพัฒนาความรู้และสนับสนุน เครือข่ายที่ดีไม่เพียงแบ่งปันความรู้ที่ดีแต่ยังอาจช่วยชี้นำทิศที่ดีให้กับคุณได้ด้วย เช่น รู้ว่าทำเลใดมีโอกาส รู้ทันปัจจัยเสี่ยง ฯลฯ หากคุณคิดจะเริ่มลงทุนในอสังหา ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ ก็พิจารณาลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ดู แล้วจะพบว่า ความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อ   อ่านต่อ

เคล็ดไม่ลับ กันขโมยเข้าบ้านได้ 100%

ภัยจากการโจรกรรมไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เป็นฝันร้ายของคนมีบ้าน เพราะการเข้ามารุกรานของเจ้าหัวขโมยนั้นไม่ได้หมายถึงการสูญเสียทรัพย์ แต่ยังทำให้คุณสูญเสียสวัสดิภาพและความมั่นใจในการใช้ชีวิตในบ้าน ซึ่งควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดของคนเรา เพื่อให้รอดพ้นจากโจรผู้ร้าย เรามีเคล็ดไม่ลับสำหรับป้องกันขโมยมาให้คุณอุ่นใจค่ะ 1. เปลี่ยนระบบล็อคประตูหน้าต่างให้เป็นแบบที่งัดแงะได้ยาก – ถ้ามีบ้านเหมือน ๆ กันหลายหลังในละแวกเดียวกันให้ขโมยเลือกปล้น แน่นอนว่า เจ้าหัวขโมยย่อมเลือกดูบ้านที่งัดเข้าไปได้ง่ายที่สุด โดยเริ่มดูจากล็อคประตูหน้าตาที่คุณใช้นั่นแหละ 2. ทำรั้วให้ยากต่อการปีนข้าม – ถ้าคุณอยู่บ้านมีรั้ว รั้วบ้านที่ดูแล้วปีนเข้าไปแสนง่ายดายย่อมจูงใจให้โจรปีนเข้าไปในบ้านคุณมากกว่าหลังที่ปีนยาก สำรวจดูว่า รั้วของคุณน่าปีนแค่ไหนถ้าคุณเป็นขโมย ถ้าปีนง่ายมาก จงหาตัวช่วยโดยด่วน 3. ปกปิดการมองเห็นกิจกรรมของคนในบ้านจากสายตาคนนอกบ้าน – หัวขโมยมืออาชีพจะเฝ้ามองรายละเอียดความเป็นไปของคนในบ้านและข้าวของก่อนลงมือ หากบ้านของคุณมีช่องเปิดให้เห็นสิ่งต่าง ๆ และกิจกรรมของคนในบ้านได้ง่ายว่า เข้าออกเวลาไหน ปิดไฟนอนตอนไหน ก็ควรลดการมองเห็นจากภายนอกเพื่อความปลอดภัย 4. ตู้จดหมายปลอดภัย – จงทำตู้รับจดหมายให้หย่อนเข้ามาภายในบ้าน เพื่อไม่ให้คนเห็นจดหมายค้างตู้หลายวันเวลาคุณไม่อยู่บ้าน หัวขโมยที่เห็นจดหมายค้างตู้เต็มปรี่จะรู้สึกเหมือนได้รับจดหมายเชิญให้เข้าไปชมภายในบ้านคุณ...จริง ๆ นะ 5. อย่าทิ้งของน่าขโมยไว้นอกบ้าน – ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน เครื่องตัดหญ้า อุปกรณ์ทำสวน รองเท้าราคาแพงที่คุณถอดไว้ก่อนเข้าบ้าน ถ้าคุณมีของใช้หรือห้องเก็บของอยู่นอกบ้าน จงทำล็อคสำหรับห้องเก็บของเหล่านั้น เพราะบางทีโจรที่ไม่ได้ตั้งใจจะปล้นคุณตั้งแต่แรก ก็อาจหันมาสนใจบ้านคุณเพราะของที่วางให้หยิบง่าย ๆ อยู่รอบบ้านนั่นแหละ 6. เลี้ยงสัตว์ไว้เฝ้าบ้าน – แม้การมีสุนัข หรือสัตว์เลี้ยงที่ทำให้เกิดเสียงดังเวลามีคนเข้าบ้าน อาจจะทำให้เป็นภาระและเกิดเสียงรบกวนบ้างในบางเวลา แต่การมีเพื่อนต่างสายพันธุ์เหล่านี้ช่วยเป็นหูเป็นตา ทำหน้าที่ยามเฝ้าบ้าน ก็ช่วยให้คุณปลอดภัยได้มากกว่าไม่มี 7. ระบบนิรภัย - ติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมยจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ และควรติดกล้องวงจรปิดชนิดที่มีสัญญาณภาพส่งทางอินเตอร์เน็ตไปปรากฎในโทรศัพท์ของคุณได้ยิ่งดี 8. ร่วมโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ - ในช่วงเวลาที่คุณไม่อยู่บ้าน โครงการนี้จะช่วยให้มีสายตรวจเข้าเวรคอยดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ให้อย่างสม่ำเสมอ 9. อย่าโพสประกาศในโซเชียลหรือบอกคนแปลกหน้าให้รู้ว่าคุณไม่อยู่บ้าน – เซเลบริตี้ระดับโลกอย่าง คิม คาร์ดาเชียน นั้นโดนโจรปล้นเอาปืนจ่อกบาลเพราะโพสให้คนรู้ว่าเธออยู่ที่ไหนบ้างตลอดเวลา แต่สำหรับคุณที่ไม่ได้สวมเพชรหลายกะรัตติดนิ้วตลอดเวลาเหมือนสาวคิม การโพสว่ากำลังไปที่นั่นที่นี่อาจเป็นการประกาศเรียกโจรมาเที่ยวบ้านตอนคุณไม่อยู่นะจ๊ะ 10. ผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน สร้างชุมชนเข้มแข็ง – ไม่ว่าคุณจะป้องกันภัยด้วยวิธีต่าง ๆ แน่นหนาเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ดีเสมอและดีที่สุดคือการมีเพื่อนบ้านที่ดีและชุมชนที่ปลอดภัย เพราะเพื่อนบ้านในชุมชนที่ดีจะช่วยทำหน้าที่เป็นยามให้แก่กันและกันโดยอัตโนมัติ ไม่เพียงแค่ทรัพย์สินหรือบ้านช่อง แต่ยังรวมไปถึงสวัสดิภาพของคนในครอบครัวที่สามารถพึ่งพาอาศัยกันให้เกิดความปลอดภัยได้อย่างเป็นรูปธรรม เพียงแค่มีคนแปลกหน้าหรือใครที่มีท่าทางไม่ชอบมาพากลเข้ามาในพื้นที่ เพื่อนบ้านที่ดีก็จะช่วยสอดส่อง เตือนภัยให้แก่กันละกันได้ โดยที่คุณเปลี่ยนจากการเสียค่าจ้างยาม มาเป็นการผูกสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินร่วมกันได้อย่างสบายใจ อ่านต่อ

10 เรื่องจริงที่ควรรู้ก่อนซื้อคอนโดฯ

    เพราะการซื้อคอนโดมิเนียมเป็นการลงทุนก้อนใหญ่เพื่ออนาคต คุณต้องการผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเงิน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังบวกความภาคภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ  ก่อนตัดสินใจซื้อจึงต้องรู้ลึกรู้จริงในประเด็นต่างๆเหล่านี้ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ดีที่สุด 1. ซื้อเพื่ออะไรกันแน่ – คุณควรตอบตัวเองให้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ในการซื้อและเรียบเรียงความต้องการใช้สอยออกมาให้ละเอียดก่อนเลือกซื้อ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดคุณว่า คอนโดแบบไหนที่คุณควรซื้อจริง ๆ ไม่ใช่หลงเพ้อไปตามความสวยของห้องตัวอย่างหรือคารมดีๆของคนขาย พิจารณาพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จำเป็นว่ามีครบถ้วนหรือไม่  และที่สำคัญคือต้องดูขนาดพื้นที่และจำนวนห้องให้พอกับความต้องการใช้สอยทั้งปัจจุบันและอนาคต เช่น การมีครอบครัว หรือมีญาติพี่น้องมาอยู่ด้วย 2. งบประมาณ – วิเคราะห์สภาพคล่องของคุณ ควบคู่ไปกับการศึกษารายละเอียดในการผ่อนชำระ รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่น ๆ ในการทำสัญญาซื้อขายและการโอน เพื่อที่จะได้รู้ว่าคุณมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนในการรับภาระค่าใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่าเงินของคุณแค่ไหน 3. ข้อได้เปรียบ - เสียเปรียบของทำเลที่ตั้งแต่ละโครงการ –  พิจารณาถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต เช่น ความปลอดภัย ความมีสุขอนามัยที่ดี ทัศนียภาพที่ดี ความสะดวกในการเดินทาง ความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย และศักยภาพในแง่การลงทุน หากต้องการปล่อยให้เช่าหรือขายในอนาคต ก็ควรเป็นทำเลดี ๆ ที่คนอื่นอยากมาซื้อหรือมาเช่าต่อจากคุณ 4. ที่จอดรถ – อาคารนั้นมีที่จอดรถเพียงพอหรือไม่ ราคาคอนโดบางแห่งไม่รวมค่าที่จอดรถ ถ้าคุณต้องการนำรถมาจอดอาจต้องจ่ายเพิ่ม ต้องศึกษารายละเอียดในส่วนนี้ให้ชัดเจน เพราะหลาย ๆ คนที่ไม่มีประสบการณ์ก็ไม่ได้คิดถึงข้อมูลส่วนนี้และอาจคิดเข้าข้างตัวเองว่า ซื้อคอนโดก็น่าจะมาพร้อมที่จอดรถฟรี ๆ อยู่แล้ว ซึ่งอาจไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป 5. อัตราค่าใช้จ่ายและค่าบำรุงส่วนกลาง – เพราะค่าใช้จ่ายในการซื้อคอนโดนั้นไม่ได้จบแค่ราคาซื้อขาย ค่าโอน ค่าทำสัญญา แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่ต่อเนื่องไปตลอดอายุการครอบครอง คือค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่าง ๆ เพื่อใช้ในการจ้างนิติบุคคลมาดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้กับภาพรวมของโครงการ รวมถึงค่าใช้จ่ายปลีกย่อยที่จะต้องชำระเป็นรายเดือนหรือรายปีอื่น ๆ ซึ่งคุณจะต้องศึกษาให้ละเอียดและเตรียมงบประมาณในส่วนนี้เอาไว้ให้เพียงพอในระยะยาวด้วย 6. ประสิทธิภาพของผู้ดูแลส่วนกลาง หรือนิติบุคคลอาคาร – คอนโดที่คุณซื้อไม่ว่าจะเพื่ออยู่อาศัยหรือลงทุน จะมีศักยภาพที่ดีในการอยู่อาศัยมากน้อยหรือยาวนานแค่ไหนนั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือผู้ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ ควรศึกษาข้อมูลหรือสอบถามผู้ที่อยู่อาศัยมาก่อน หรือหาข้อมูลเปรียบเทียบในเรื่องชื่อเสียงและคุณภาพของบริษัทหรือตัวแทนที่รับเข้ามาทำหน้าที่นิติบุคคลบริหารอาคารนั้น ๆ ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไรก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการที่คุณลงทุนจะได้รับการบริหารดูแลอย่างดีโดยมืออาชีพ 7. ศึกษาข้อมูลทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง - รวมถึงกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของอาคารชุด ต้องไม่ขัดกับความต้องการหรือความจำเป็นของคุณ เช่น การมีสัตว์เลี้ยง ข้อห้ามในการตกแต่งต่อเติมบางอย่าง หรือข้อห้ามเกี่ยวกับรูปแบบการใช้พื้นที่ หากคุณเป็นมือใหม่ ทางที่ดีควรมีที่ปรึกษาหรือตัวแทนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมาเป็นผู้ดูแลในส่วนนี้เพื่อช่วยเหลือให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดในการซื้อขายและทำสัญญา 8. การเลือกตำแหน่งของห้อง - ควรดูทิศทางแดด - ลม ในแต่ละช่วงเวลาของวันว่าจะเป็นห้องที่ต้องรับแดดจัดในช่วงบ่ายตลอดวันหรือไม่ และผลกระทบจากเสียง กลิ่น ควัน จากภายนอกและภายใน รวมถึงความเป็นส่วนตัว ในกรณีที่ห้องอยู่ใกล้จุดสัญจรเช่น บันได ลิฟต์ หรือห้องทิ้งขยะ ก็ควรหลีกเลี่ยง และถ้าเป็นไปได้ คุณควรเลือกห้องที่ได้วิวดีที่สุดในโครงการ เพื่อความน่าอยู่และซื้อง่ายขายคล่อง 9. สภาพบรรยากาศโดยรวมของพื้นที่ใช้สอยส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ – สภาพของสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดคร่าว ๆ ว่า คอนโดที่คุณจะซื้อมีความน่าอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคตมากแค่ไหน หากเป็นคอนโดที่สร้างเสร็จและมีคนมาอยู่อาศัยแล้วสักระยะหนึ่ง สภาพของส่วนกลางก็จะยิ่งสะท้อนได้ว่า ภาพรวมในการดูแลรักษาของสิ่งแวดล้อมส่วนกลางคอนโดนี้มีแนวโน้มที่น่าจะดีต่อไปในอนาคต จากการทำงานของผู้บริหารส่วนกลาง และจากระดับมาตรฐานของผู้อยู่อาศัยโดยรวม 10. เพื่อนบ้านร่วมอาคารหรือร่วมโครงการ – เพราะพฤติกรรมของคนรอบข้างหรือเพื่อนบ้านเป็นหนึ่งในสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้บรรยากาศโดยรวมของโครงการมีความน่าอยู่หรือไม่น่าอยู่ ทางที่ดีคุณจึงควรหาทางศึกษาข้อมูลดูว่า เจ้าของห้องในชั้นเดียวกัน ตึกเดียวกัน หรือเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงในโครงการนั้นมีลักษณะแบบไหน ซึ่งถ้าเป็นโครงการที่มีคนอยู่อาศัยแล้วหรือเป็นคอนโดมือสองก็จะดูไม่ยาก แต่ถ้าเป็นโครงการใหม่ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะคุณคงไม่อยากอยู่ใกล้คนที่คุณไม่ชอบ หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ ห้องข้าง ๆ เกือบทั้งชั้นอาจไม่มีคนอยู่เลยเพราะเป็นห้องที่ถูกซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร ลองคิดถึงบรรยากาศที่คุณขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องคนเดียวยามค่ำคืนในตึกที่ชั้นของคุณไม่มีใครอาศัยอยู่เลยก็คงหวาด ๆ พิลึก อ่านต่อ

5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อบ้าน

    เมื่อถึงเวลาที่เราจะมีบ้านหลังแรก แน่นอนว่าหัวใจของเราพองโตไปหมด แต่เราต้องไม่ลืมว่าการจะมีบ้านหลังแรกนั้น ไม่ใช่อะไร ๆ จะง่ายไปเสียทั้งหมด อาจจะมีเรื่องที่ต้องเหนื่อย และชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนแปลงไป หลาย ๆ คนบอกว่า ความตื่นเต้นดีใจของเรา จะมาพร้อม ๆ กับเงื่อนไข และค่าใช้จ่ายอีกมากมาย ทั้งเรื่องของการตกแต่ง เงื่อนไขการซื้อ ค่าใช้จ่ายในเรื่องภาษี และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย และ 5 สิ่งที่คนซื้อบ้านทุกคนจะต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ มีดังนี้ 1.ต้องรู้ข้อกำหนดกฎหมายเรื่องภาษี เรื่องการโอน บางครั้งนายหน้า หรือผู้ขาย อาจจะไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องภาษี และค่าใช้จ่ายในการโอนให้เราทราบตั้งแต่แรก ซึ่งในเรื่องนี้ แต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด แต่ละนายหน้า ก็อาจจะมีรายละเอียดแตกต่างกันไป ซึ่งผู้ซื้อ จะต้องตรวจสอบ และตกลงกันให้แน่นอนเสียก่อน เพื่อที่เราจะได้เตรียมงบประมาณให้เพียงพอ ทั้งราคาบ้านที่จะต้องจ่าย ค่าโอนใครจะเป็นผู้ชำระ ภาษีหากมีพื้นที่ในระดับที่จะต้องจ่ายเพิ่มใน รวมไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ ในการกู้ การผ่อน เป็นต้น 2.หาข้อมูลในเรื่องของการรับประกัน ในกรณีที่ซื้อบ้านใหม่ก็ต้องดูรายละเอียดด้วยว่า มีการรับประกันของในกรณีที่เกิดความเสียหายหรือไม่ รับประกันในระยะเวลาเท่าไหร่ ความเสียหายใดบ้างที่อยู่ในการรับประกันเป็นต้น บ้านหรือคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน ขายกันในลักษณะพร้อมเข้าอยู่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทั้งเฟอร์นิเจอร์ ทั้งเครื่องใช้ไม้สอย อย่างตู้เย็น เครื่องซักผ้า แอร์ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ ผู้ซื้อจะต้องทราบระยะเวลารับประกันของของทุกอย่าง 3.หากต้องทำประกัน ให้เลือกบริษัทประกันที่เชื่อถือได้ มีวงเงินคุ้มครองความเสียหายอย่างเหมาะสม มีนโนบายในการดูแลลูกค้าที่ดี ซึ่งก่อนจะเลือก ให้ตรวจสอบภูมิหลัง และความน่าเชื่อถือของทางบริษัท เปรียบเทียบกันหลาย ๆ แห่งก่อนการตัดสินใจ 4.พิจารณาค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการเดินทางด้วย ในกรณีที่เราจะเลือกซื้อบ้านที่อยู่นอกเมือง หรือไกลจากสถานที่ทำงาน ให้พิจารณาค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องจ่ายไปกับการเดินทางด้วย เช่น ค่าน้ำมันรถ หรือค่ารถโดยสารสาธารณะ หากเราต้องเดินทางในระยะไกล ค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องเสียไปจากการเดินทางนั้นจะเพิ่มมากขึ้น ยิ่งหากบ้านที่จะซื้ออยู่ไกลจากชุมชน โรงพยาบาล ร้านค้า ตลาด หรือห้างสรรพสินค้า เราต้องคิดให้รอบคอบกับค่าเดินทางที่ต้องเสียไปด้วย 5.งบประมาณที่ต้องใช้ในการตกแต่งภายนอก หาเราซื้อบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ซึ่งมีพื้นที่ภายนอก เราต้องคิดเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปกับการดูแลภายนอกตัวบ้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน สนาม โรงรถ การดูแลสิ่งเหล่านี้ อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกมาก บางคนเลือกที่จะตกแต่งภายนอก หรือตกแต่งสวนด้วยตัวเอง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในจุดนี้ ก็สามารถทได้เช่นกัน ที่มา : http://homezoomer.com, http://home.sanook.com/ อ่านต่อ

ซื้อบ้านหลังแรก เลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

จะเลือกซื้อบ้านหลังแรกเป็นของตัวเองทั้งที เราก็ควรต้องพิจารณาให้รอบคอบมากที่สุด ซึ่งไม่เพียงแต่เรื่องทำเลสถานที่ การคมนาคมที่สะดวกสบาย และปัจจัยแวดล้อมรอบบ้านที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษเท่านั้น แต่ตัวบ้านเองก็ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน ดังนั้นใครที่กำลังจะเลือกซื้อบ้านหลังแรก ลองมาดูข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อบ้านต่อไปนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า คุณจะได้เลือกซื้อบ้านได้ตรงกับความต้องการ และอยู่สบายกันทั้งครอบครัวค่ะ 1. ตรวจสอบระบบ HVAC ภายในตัวบ้าน ระบบ HVAC (Heating, Ventilation and Air Conditioning) คือ การออกแบบกระบวนการวางระบบความร้อน ความเย็น และการระบายอากาศภายในอาคารบ้านเรือน ซึ่งมักจะพ่วงติดมากับการออกแบบสร้างบ้านตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดังนั้นคุณก็แค่มีหน้าที่ตรวจสอบระบบ HVAC ภายในบ้าน โดยดูว่าระบบ HVAC อยู่ในจุดที่จะระบายความร้อนภายในตัวบ้าน และรับลมจากธรรมชาติด้านนอกดีแค่ไหน หรือถ้าจะให้ชัวร์ เลือกบ้านที่มีหน้าต่างรอบบริเวณ และติดตั้งพัดลมระบายอากาศไว้ในจุดอับทุกที่ด้วยก็ดีค่ะ 2. ดีไซน์ของตัวบ้าน และการตกแต่งภายใน สำหรับใครที่จะเลือกซื้อบ้านแบบตกแต่งเสร็จ พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที เรื่องการออกแบบบ้าน และการตกแต่งภายในคงเป็นประเด็นแรก ๆ ที่คุณจะคำนึงถึง แต่เรื่องแบบนี้ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคน ฉะนั้นเพียงแค่เห็นบ้านแล้วปิ๊ง ก็น่าจะพอให้ตัดสินใจเรื่องอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นเยอะแล้วล่ะ 3. พยายามอย่าคิดเล็กคิดน้อย น่าจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้วล่ะว่า เมื่อเราต้องการเลือกซื้อบ้านตกแต่งเสร็จ เราอาจจะมีปัญหากับเรื่องจุกจิก เช่น ไม่ถูกใจลายกระเบื้องห้องครัว เป็นต้น แต่พยายามอย่าคิดเล็กคิดน้อยในเรื่องนี้ดีกว่าค่ะ เพราะถ้าคุณรับไม่ได้จริง ๆ กับสไตล์การตกแต่งบางอย่างในบ้าน เราก็สามารถมาปรับเปลี่ยนได้เองในภายหลัง โดยแจ้งให้ทางโครงการทราบความต้องการของเรา และรอตัดสินใจในกระบวนการจัดการขั้นต่อไปดีกว่า 4. ใส่ใจเพื่อนบ้านรอบข้างด้วย ต่อให้บ้านสวยเลิศเลอแค่ไหน แต่ถ้าสังคมรอบ ๆ บ้าน รวมทั้งเพื่อนบ้านของคุณไม่น่าประทับใจเท่าไร ก็อาจจะลดความสุขของคุณ และคนในครอบครัวได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนตัดสินใจเลือกซื้อบ้านสักหลัง ลองสืบข้อมูลของเพื่อนบ้าน และสังคมโดยรอบบ้านของคุณเอาไว้เป็นประเด็นประกอบการตัดสินใจด้วยก็ดีจ้า 5. ความน่าเชื่อถือของโครงการ ถึงแม้ปัจจุบันจะมีโครงการบ้านจัดสรรให้เลือกมากมาย พร้อมบริการติดต่อขอสินเชื่อให้เสร็จสรรพ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณอย่าลืมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโครงการต่าง ๆ ให้ดี ทั้งชื่อเสียงของบริษัท เสียงตอบรับจากลูกบ้าน รวมถึงปัญหาต่าง ๆ ของโครงการก่อน ๆ เพื่อจะนำมาเป็นจุดสังเกตและพิจารณาเลือกบ้านหลังแรกของคุณให้ถี่ถ้วน 6. อย่าหลงคำเซลส์ ในการซื้อบ้านหลังแรก คุณอาจจะเก้ ๆ กัง ๆ ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะสอบถามข้อมูลอะไรบ้าง และเมื่อได้เจอกับเซลส์ขายบ้านที่พูดจาหว่านล้อมเอาอกเอาใจ ก็อาจทำให้คุณเป็นปลื้มในการบริการ จนตัดสินใจวางมัดจำบ้านไปแบบง่าย ๆ และไม่ได้ตรวจสอบให้ละเอียดเนื่องจากไว้ใจเซลส์ ทางที่ดีคุณควรใจแข็งเอาไว้ก่อน สอบถามข้อมูลจากเซลส์ให้แน่ชัดแล้วกลับมานั่งคิด นอนคิดตัดสินใจที่บ้าน ไม่อย่างนั้นอาจจะได้บ้านที่ไม่ตรงตามความต้องการจนเสียเงินจองไปฟรี ๆ 7. เช็กเครดิตเรื่องการเงินดีหรือยัง แน่นอนว่าการซื้อบ้าน คุณจะต้องขอกู้เงินหลักล้านกับธนาคาร ซึ่งมีกฎเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่มากมาย ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่เสียเงินดาวน์บ้านไปฟรี ๆ ก็ควรเตรียมเครดิตให้พร้อม หรือลองตรวจสอบเครดิตบูโรของตัวเองดูก่อน ว่ามีโอกาสกู้ซื้อบ้านผ่านหรือไม่ ไม่อย่างนั้นหากกู้ไม่ผ่านเงินจองและเงินดาวน์ที่จ่ายไป อาจจะหายวับไปกับตาเลยล่ะ ในเมื่อใคร ๆ ก็อยากมีบ้านที่ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นบ้านที่ให้ทั้งความอุ่นใจ สบายกายเมื่ออาศัยอยู่ เราก็ต้องพิจารณาเลือกซื้อบ้านกันอย่างรอบคอบที่สุดนะคะ ที่มา : home.kapook.com, homezoomer.com อ่านต่อ

อัพเดทอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน กู้ซื้อบ้าน

เรื่องซื้อบ้านกับการกู้สินเชื่อเรียกได้ว่าเป็นของคู่กัน แล้วจะเลือกกู้ซื้อบ้านกันธนาคารไหนดี? หายห่วงได้ ทีมงานได้รวบรวมข้อมูลอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน อัพเดทประจำเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2560 จากหลากหลายธนาคาร เช่น ธ.กสิกรไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย ธ.ออมสิน ธ.ทหารไทย ธ.กรุงศรีอยุธยา มาเปรียบเทียบให้เห็นกันไปเลย ที่ไหนให้สินเชื่อกู้ซื้อบ้านคิดดอกเบี้ยต่ำสุด มีเงื่อนไขอะไรบ้างเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการพิจารณาเลือกสินเชื่อ สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อบ้าน หรือ คอนโด ได้ง่ายขึ้น พร้อมตัวช่วยในการคำนวณผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน *อัตราสินเชื่อบ้านโดยส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงไม่บ่อยมากนัก ประมาณ 1 ไตรมาสหรือครึ่งปีต่อครั้ง ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันระหว่างธนาคารแต่ละที่ด้วย เริ่มต้นเดือนที่ 2 ของไตรมาสแรก แต่ธนาคารต่างๆ นั้นยังคงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเดิม สำหรับฝั่งธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ (BฺBL) ยังคงมีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดหรือ 5.08% (ภายใต้โครงการที่ธนาคารวางเงื่อนไข) ส่วนฝั่งของธนาคารรัฐยังเป็นเจ้าเดิมที่ครองอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดนั่นคือ ธนาคารทหารไทย (TMB) ที่ 4.25% สำหรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของธนาคารอื่นเราสรุปมาให้ในตารางด้านล่างนี้ อัพเดทตารางอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ บ้าน - คอนโด ของธนาคารพาณิชย์ เดือน กุมภาพันธ์ 2560 *** อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน เฉลี่ย 3 ปีแรก คำนวณแบบค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์เท่านั้น*** ข้อมูลที่น่าสนใจ ของธนาคารที่เสนออัตราดอกเบี้ยต่ำสุดในเดือนนี้ได้แก่ ธนาคารทหารไทย และธนาคารออมสิน โดยปล่อยวงเงินกู้สูงสุดถึง 85 - 100% ของราคาประเมิน ที่มาอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเฉลี่ย 3 ปี แรก* - ธนาคารทหารไทย กำหนดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 4.25%  ปีที่ 2 4.25% ปีที่ 3 4.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.25% - ธนาคารออมสิน กำหนดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.25% ปีที่ 2 MRR-2.00% ปีที่ 3 MRR-0.75%  โดยมี MRR=7.125% ทำให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.25% ที่มา : ddproperty.com อ่านต่อ

บาท
ปี
%
อัตราผ่อนต่อเดือน
บาท
บาท
ปี
%
การคำนวณนี้เป็นการประมาณยอดเงินกู้ได้สูงสุด 35% ของรายได้สุทธิ*
อัตราผ่อนต่อเดือน
บาท
เงินกู้
บาท